email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 15.01.2019 (1 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 22.02.2019 | อ่าน 216

5 สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต้องตาลุกวาวไปกับ Amazon


ด้วยสาเหตุหลายประการที่นักลงทุนยังคงเชื่อมั่น แต่ส่วนใหญ่มาจากลู่ทางต่าง ๆ ในการขยายตัว ทำให้ Amazon ยืนหนึ่ง! กลายเป็นบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก

บริษัทที่ก่อตั้งเพียงแค่ 24 ปี อย่าง Amazon กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุดในโลก โดยเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 ได้ปิดการซื้อขายด้วยมูลค่าตลาด 796,000 ล้านดอลาร์ แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ที่มีมูลค่า 783,400 ล้านดอลลาร์และเพิ่งโค่นแชมป์เก่าอย่าง Apple เมื่อเดือนก่อน

หุ้นของ Amazon เพิ่มขึ้นประมาณ 3.5% โดยปิดตลาดที่ 1,629.5 ดอลลาร์ต่อหุ้น ในขณะที่ Microsoft เพิ่มขึ้นเพียง 1% และปิดตลาดที่ 102.06 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดย Microsoft เพิ่งประกาศว่ากำลังทำงานร่วมกับ Kroger ในการทำร้านไร้แคชเชียร์แบบ Amazon Go ของ Amazon

มันเหมือนวิ่งไปบนหนทางที่ขรุขระในการขึ้นอันดับ มูลค่าตลาดของ Amazon เคยขึ้นสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา แต่ตลาดหุ้นที่ร่วงลงเมื่อช่วงปลายปีส่งผลให้กลายเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้นนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2551 อย่างไรก็ตาม หลังผ่าน 4 วันแรกของการเปิดตลาดในปี 2562 Amazon ก็ขึ้นมาเป็นที่ 1

ด้วยสาเหตุหลายประการที่นักลงทุนยังคงเชื่อมั่น แต่ส่วนใหญ่มาจากลู่ทางต่าง ๆ ในการขยายตัว

นี่คือ 5 สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต้องตาลุกวาวไปกับ Amazon

1. บริการ Cloud

ถึงแม้ Cloud ของ Microsoft จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่บริการ Amazon Web Services หรือ AWS ก็ยังคงเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ ตามรายงานของ Synergy Research Group นั้น AWS มีรายรับต่อปีสูงกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์ โดย AWS ครอบครอง 40% ของตลาด Public Cloud

ด้วยลูกค้าที่ใช้งานนับล้าน ๆ ราย AWS มีมากกว่า 140 บริการสำหรับนักพัฒนา และธุรกิจยังคงขยายตัวไปตามภูมิศาสตร์ บริการของ Amazon กำลังไปบาห์เรน ฮ่องกง อิตาลี และแอฟริกาใต้ รวมทั้งกำลังแข่งขันในสัญญามูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์กับกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ

AWS กำลังเซ็นสัญญากับลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะนำเข้าไปสู่สัญญาระยะยาว ซึ่งจะทำให้กลายเป็นรายได้ในอนาคต โดยในไตรมาสล่าสุดรายได้โตเป็น 17,800 ล้านดอลลาร์ ขึ้นจาก 16,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 2 และ 12,400 ล้านดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้านั้น

 

2. การครองตลาด e-Commerce

แม้ Amazon ได้ขยายตัวโดยเข้าไปในธุรกิจต่าง ๆ มากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ธุรกิจหลักของบริษัทก็ยังคงเป็น e-Commerce

ปีที่ผ่านมา Amazon ได้ครองสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขาย e-Commerce ในตลาดสหรัฐฯ และประมาณ 90% ของรายได้ Amazon มาจากยอดค้าปลีก

ภายใต้ธุรกิจค้าปลีกนี้ ความเป็นอีมาร์เก็ตเพลสหรือตลาดให้เจ้าของสินค้ามาลงขายนั้นสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยคิดเป็น 31.3% ของยอดขายออนไลน์ทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา ซึ่งประมาณการว่าเพิ่มขึ้น 35.6% จากปีก่อนหน้า

Amazon ยังมีช่องว่างที่สามารถเติบโตได้อีกมาก ทั้งการเป็นเจ้าของเพียง 5% ของยอดขายรีเทลที่รวมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทั้งหมดในสหรัฐฯ อีกทั้งยังลงทุนอย่างหนักในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น อินเดีย ตลอดจนเข้าไปจับตลาดออฟไลน์อย่างการซื้อกิจการ Whole Foods อีกด้วย

3. ตัวขับเคลื่อนการเติบโต ทั้งสุขภาพ, Alexa และโฆษณา

Amazon มีโอกาสที่น่าสนใจหลายอย่างสำหรับการเติบโตของรายได้  การโฆษณา คือหนึ่งในสิ่งที่น่าจับตา มันคือส่วนหนึ่งของแผนกธุรกิจ “Other” ซึ่งโตขึ้น 122% ในไตรมาสที่ 3 ผ่าน 2,500 ล้านดอลลาร์ ผู้โฆษณาจำนวนมากขึ้นกำลังจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งให้ Amazon

  • การโฆษณา เป็นส่วนหนึ่งของแผนกธุรกิจ “Other” ซึ่งโตขึ้น 122% ในไตรมาสที่ 3 ผ่าน 2,500 ล้านดอลลาร์ ผู้โฆษณาจำนวนมากขึ้นกำลังจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งให้ Amazon
  • การดูแลสุขภาพ หลังจากปีที่แล้วได้ซื้อ PillPack ซึ่งเป็นร้านขายยาออนไลน์ชื่อดังของอเมริกาด้วยมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์
  • ธนาคาร เมื่อปีที่ผ่านมา มีรายงานว่า บริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนจัดทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชี ขณะที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำนวนมากอยู่แล้ว
  • บันเทิง โดย Amazon Studios ในการผลิตรายการโชว์ทางโทรทัศน์และสร้างหนัง เพื่อฉายให้สมาชิก Prime ได้ดู อีกทั้งยังมีข้อตกลงกับนักแสดงและผู้อำนวยการสร้างชื่อดังอีกด้วย
  • Alexa เมื่อผู้ใช้งานให้เป็นผู้ช่วยในการซื้อสินค้า ซึ่งบริการนี้เพิ่งจะทำงานร่วมกับ Microsoft Cortana

 

4. ทีมผู้นำที่เหนียวแน่น

หนึ่งในความแตกต่างที่สำคัญของ Amazon และยักษ์ใหญ่เทคอื่น ๆ คือ ทีมผู้นำที่เหนียวแน่น Jeff Bezos ผู้ซึ่งเป็น CEO ได้รวมเอากลุ่มผู้บริหารที่โคตรจะภักดีต่อองค์กรไว้บนระดับสูงของบริษัท หลาย ๆ คนอยู่ที่นี่นานมาก

Bezos เรียกกลุ่มผู้บริหารระดับสูงซึ่งมีน้อยกว่า 20 คนนี้ว่า S-team ซึ่งเป็นที่รู้จักกันนี้ในเรื่องความมั่นคงต่อองค์กร อันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรขององค์กร 

การประชุมครั้งล่าสุดในหมู่พนักงานของ Amazon ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน Bezos ไม่ได้ตอบคำถามไลฟ์สดจากพนักงานอีก เขาบอกว่า เพราะบางคำถามอาจจะเฉพาะเจาะจงเกินไป และรูปแบบประชุมที่จัดขึ้นใหม่จะทำให้พนักงานทั่วโลกส่งคำถามง่ายขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ เขาบอกว่า ไม่ใช่เพราะอยากเลี่ยงคำถามที่ยากเพราะเขาสบายใจที่ตอบว่า "ผมไม่รู้" แล้วก็มอบให้ทีมผู้บริหารระดับสูงของเขาตอบแทนได้ แม้จะเป็นการอธิบายที่ติดตลก แต่ก็สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรที่ Bezos สร้างขึ้นกับผู้บริหารระดับสูงที่นี่ 

5. ดราม่าน้อย

แม้ระยะหลัง Amazon ได้เจอปัญหาที่ก่อให้เกิดการถกเถียงหลายเรื่อง รวมถึงการถูกโจมตีโดยประธานาธิบดี Donald Trump และการหาสำนักงานใหญ่แห่งที่ 2 ของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีประเด็นอะไรที่สามารถสร้างความเสี่ยงให้แก่ Amazon ได้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ต่างจากสถานการณ์ของ Apple ในประเทศจีน และเรื่องปัญหาข้อมูลส่วนบุคคลของ Facebook จึงทำให้หุ้นของ Amazon ดูมีความเสี่ยงน้อยกว่า

ที่มา: cnbc, cnbccnbc