the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 26.06.2019 (2 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 25.08.2019 | อ่าน 309

เรียนรู้ เรียนลัด บทบาทหน้าที่ Regulator


ฟังอดีตรองผู้ว่าการแบงก์ชาติ แชร์บทเรียนการทำงานในฐานะผู้กำกับดูแล

เมื่อ ทองอุไร ลิ้มปิติ ให้เกียรติมาแชร์ประสบการณ์การทำงานในบทบาท Regulator เมื่อครั้งดำรงยังตำแหน่ง รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้แก่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กับบทบาทใหม่ในการเป็น Regulator หรือเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจบริการด้านธุรกรรมออนไลน์ ภายใต้กฎหมายใหม่ คือ พระราชบัญญัติสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 และ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562

เราเก็บสาระจากครูที่มาสอนเหล่าศิษย์ในเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกันต่อ

TRUST – สิ่งสำคัญที่ต้องสร้าง ตั้งแต่ภายในสู่ภายนอกองค์กร

ทองอุไร กล่าวว่า สิ่งสำคัญสำหรับการทำงานในฐานะ Regulator คือ ความน่าเชื่อถือ หรือ Trust ขององค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในองค์กรตั้งแต่ระดับบริหารตลอดจนระดับปฏิบัติงานทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากวัฒนธรรมองค์กร การสั่งสมประสบการณ์ทำงาน หรือในด้านอื่น ๆ ประกอบกัน ซึ่งความท้าทายสำหรับโจทย์การสร้างความน่าเชื่อถือ คือ อาจต้องอาศัยระยะเวลาเป็นเครื่องมือพิสูจน์ ที่จะทำให้อุตสาหกรรมที่เข้าไปกำกับดูแลเชื่อใจ เข้าใจ และพร้อมจะเดินไปด้วยกัน ถึงแม้จะมีต้นทุนที่อุตสาหกรรมนั้น ๆ จะต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นก็ตาม

 

ทำความเข้าใจให้ชัด บทบาท “ผู้กำกับ" ไม่ใช่ "ตำรวจจับผู้ร้าย”

บทบาทที่แท้จริงของการเป็น Regulator ไม่ใช่การใช้อำนาจเพื่อไล่จับผู้กระทำผิด แต่คือ การปฏิบัติหน้าที่ 2 เรื่อง ได้แก่

  1. นำทางให้อุตสาหกรรมที่ดูแล โดยแจ้งให้อุตสาหกรรมทราบแผนการดำเนินการ ว่าจะมีการกำกับหรือกำหนดทิศทางการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเรื่องอะไร ในระยะเวลาเท่าไร และในฐานะ Regulator จะต้องอำนวยความสะดวกเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมในการดำเนินงาน เพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ประกาศ 
  2. ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ (Regulator) ซึ่งการจะทำหน้าที่ก็ควรทำความเข้าใจภาพรวมของอำนาจหน้าที่และขอบเขตงานทั้งหมดให้ชัดเสียก่อน

“การที่เราจะกำกับใคร เราต้องรู้ถึงอำนาจที่
ที่ พ.ร.บ. กำหนดให้เรา

รู้ถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่มองเห็นและจำเป็นจะต้องกำกับ
รู้ว่าใครคือผู้ที่จะได้รับการกำกับ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด”

ทุกครั้งที่มีการประกาศกฎเกณฑ์ใด ๆ ก็ตาม เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนให้แก่อุตสาหกรรม ฉะนั้น ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่จะกำกับนั้นมีความจำเป็นและเป็นเรื่องสำคัญ Regulator จะต้องหาสมดุลให้ได้ว่าเรื่องที่จะทำการกำกับนั้น มีระดับความเข้มข้นระดับใด เพราะหากออกเกณฑ์ที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ผลที่ตามมาคือจะทำให้เกิดการปิดกั้นการพัฒนาหรือการสร้างนวัตกรรม จนท้ายที่สุดอาจนำมาซึ่งการสูญเสียความน่าเชื่อถือในตัวองค์กรจากอุตสาหกรรมได้

ก่อนทำการออกกฎเกณฑ์ควรมีการพูดคุยหารือและรับฟังความคิดเห็นจาก “กลุ่มผู้ได้รับการกำกับ” และ “กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” เสียก่อน เพื่อให้เมื่อประกาศออกไป จะสามารถใช้งานได้จริง และไม่เกิดการต่อต้าน โดยต้องทำการชี้แจงให้เห็นว่าสิ่งที่เขาเสียไปนั้น จะมีส่วนไหนที่เขาได้รับการปกป้องทดแทน และเมื่อประกาศเกณฑ์กำกับออกไป ก็ควรให้ระยะเวลาแก่อุตสาหกรรมในการปรับตัวเพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุนในภาคธุรกิจ

 

3 สิ่งควรปฏิบัติ “ก่อน-ระหว่าง-หลัง” ประกาศเกณฑ์กำกับ

“หัวใจของการเป็น Regulator คือ เราไม่ได้ตั้งใจจะเอาผิดเขา เราตั้งใจที่จะทำให้อุตสาหกรรมของเรามีระบบที่ดี ที่ปลอดภัย ราคาถูก ไว้ใจได้ ไม่กระทบต่อระบบ แต่ถ้าบางตัวจำเป็นมาก ๆ ก็ใส่ Rule Base ไปเลยว่า A must ถ้าคุณไม่ทำตรงนี้ฉันปรับ ฉันถอนใบอนุญาต เพราะหากใจดีจนเกินไปก็จะไม่สามารถกำกับได้” ทองอุไร กล่าวพร้อมให้ คำแนะนำ 3 สิ่งพื้นฐานที่ควรปฏิบัติสำหรับการกำหนดและบังคับใช้เกณฑต่าง ๆ ทั้ง 3 ขั้นตอนของกระบวนการ ในฐานะ Regulator

ก่อนออกเกณฑ์ - ในฐานะ Regulator เมื่อจะทำการกำหนดเกณฑ์ใด ๆ ก็ตาม ควรถาม 3 คำถามพื้นฐานนี้ให้ได้เสียก่อน

1) จะกำกับอะไร

2) จะตรวจสอบอย่างไร

3) จะเอาผิดอย่างไร

เกณฑ์กำกับที่ออกนั้นเป็นเกณฑ์ที่ดีหรือไม่? - เกณฑ์การกำกับที่ดีต้องเริ่มต้นพิจารณาจากความเสี่ยงที่จำเป็น และ ต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรม อีกทั้งยังต้องเป็นเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยสามารถประเมินได้จาก 3 สิ่งนี้ ได้แก่

1) สามารถปฏิบัติได้จริง

2) ไม่แพงจนเกินคุ้ม

3) มีความยืดหยุ่น

หลังออกเกณฑ์ - เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความเข้าใจที่ตรงกันของอุตสาหกรรม เมื่อประกาศใช้เกณฑ์สิ่งที่ Regulator ควรทำ ได้แก่

1) ควรมีระบบ Q&A ตอบคำถามข้อสงสัยที่เป็นคำตอบทั่วไป

2) ควรมีระยะเวลาให้อุตสาหกรรมปรับตัว

3) ควรมีการแถลงข่าวแก่ภาคธุรกิจ และผู้สื่อข่าว เพื่อทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ที่บังคับใช้

ที่สำคัญคือ หลังประกาศเกณฑ์ใด ๆ ออกไป Regulator ควรมีการทบทวนกฎระเบียบที่ประกาศไปแล้วทุกปี ว่าสิ่งที่เคยประกาศไปนั้นยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ ณ ขณะนั้น ล้าสมัย หรือไม่? เพราะทุกอย่างที่เราประกาศบังคับกับอุตสาหกรรมล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุนทั้งสิ้น หากสิ่งใดไม่จำเป็นก็ควรประกาศยกเลิกเสีย