the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 13.06.2019 (4 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 17.10.2019 | อ่าน 596

เลือก “อินฟลูเอนเซอร์” โปรโมตสินค้า อย่างไร ให้เป๊ะ! ปัง!


อินเทอร์เน็ตทำให้ไลฟ์สไตล์ของคนเปลี่ยนไปอย่างมาก และสิ่งที่ถือเป็น Big Change แห่งยุคอินเทอร์เน็ต คือ การปรับตัวของคนทำธุรกิจ ตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ ที่ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดเข้าสู่โลกออนไลน์ เพื่อเข้าถึงคนยุคดิจิทัล กลยุทธ์หนึ่งที่เป็นที่นิยมคือ การอาศัยเหล่า “อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer)” ซึ่งเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดหรือเป็นผู้นำเทรนด์ต่าง ๆ เพื่อสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

“อินฟลูเอนเซอร์” อาชีพแห่งยุคที่ช่วยขับเคลื่อนการตลาดออนไลน์

“อินฟลูเอนเซอร์” ส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นมาจากการถ่ายทอดและแชร์เรื่องราวความชอบส่วนตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เรื่องสุขภาพและความงาม การท่องเที่ยว การทำอาหาร เทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันอินฟลูเอนเซอร์ถือเป็นอาชีพใหม่มาแรงที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์และโพรดักต์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดแบบผสมผสาน ร่วมกับการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของหลากหลายแบรนด์สินค้า

นับเป็นอาชีพที่มีการเติบโตและได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องทั่วโลก แค่เฉพาะในประเทศไทยจากผลสำรวจ “อาชีพเด่น ปี 2562” โดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า อาชีพอินฟลูเอนเซอร์ (เน็ตไอดอล, Vlogger/Blogger/YouTuber) กระโดดขึ้นแท่น เป็นอาชีพเด่นลำดับที่ 3 ในเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

“ผู้คนกว่า 74% มีแนวโน้มจะเชื่อถือในแบรนด์
หากอินฟลูเอนเซอร์พูดถึงแบรนด์ดังกล่าวบนช่องทางโซเชียลมีเดีย”

ที่มา:พลังของการตลาดโดยอาศัย อินฟลูเอนเซอร์​

เลือก “อินฟลูเอนเซอร์” โปรโมตสินค้า อย่างไร ให้เป๊ะ! ปัง!
จากความเชื่อมั่นที่คนเรามีให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้คนทำธุรกิจให้ความสนใจกับการทำการตลาดโดยอาศัยอินฟลูเอนเซอร์เป็นตัวกลางการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้ามากขึ้น และเพื่อให้การทำการตลาดออนไลน์แบบนี้ประสบความสำเร็จ ผู้ประกอบการจึงควรคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ 

1. เป้าหมายของการทำการตลาดโดยอินฟลูเอนเซอร์ และตัวชี้วัดความสำเร็จ
ผู้ประกอบการควรกำหนดเป้าหมายของการทำการตลาดโดยอินฟลูเอนเซอร์ว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร เช่น เพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์, เพื่อเพิ่มชื่อเสียงให้แก่แบรนด์, เพื่อสร้างโอกาสทางการขาย, เพื่อเพิ่มยอดขาย ฯลฯ เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน การดำเนินงานต่าง ๆ ก็จะต้องเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนด และ เพื่อให้ทราบว่าผลการดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ควรกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินการขึ้น ซึ่งตัวชี้วัดยอดนิยม คือ ยอดการมีส่วนร่วม หรือ engagement ของผู้ติดตาม ว่ามีส่วนร่วมหรือปฏิกิริยาตอบกลับอย่างไรในโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์และสอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินการหรือไม่
2. งบประมาณการดำเนินการ
เมื่อกำหนดเป้าหมายการดำเนินการและตัวชี้วัดได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดงบประมาณที่จะใช้ทำการตลาดโดยอินฟลูเอนเซอร์ เพราะ อินฟลูเอนเซอร์แต่ละคนก็จะมีเงื่อนไขราคาค่าจ้างที่แตกต่างกันออกไปตามชื่อเสียงและความนิยมของแต่ละคน 
3. กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการทำการตลาด
กลุ่มเป้าหมายของการทำการตลาดโดยอินฟลูเอนเซอร์ ค่อนข้างจะแตกต่างจากกลุ่มเป้าหมายของการทำการตลาดในสื่อรูปแบบอื่น ๆ เพราะฉะนั้น ต้องมั่นใจว่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เลือกมานั้นมีผู้ติดตามเป็นกลุ่มคนที่ต้องการทำการตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มที่ต้องการได้ นอกจากสำรวจประเภทของผู้ติดตามแล้ว การสำรวจว่าผู้ติดตามอินฟลูเอนเซอร์นั้นมีตัวตนจริง ๆ หรือไม่ก็สำคัญเช่นกัน เพราะการมีผู้ติดตามจำนวนมาก ไม่สำคัญเท่าคนที่ติดตามนั้นมีตัวตนจริงหรือไม่
4. อินฟลูเอนเซอร์ ที่ใช่และเหมาะสม 
นับเป็นขั้นตอนสำคัญเป็นอย่างมากในการทำการตลาดโดยอาศัยอินฟลูเอนเซอร์ ต้องมั่นใจว่า อินฟลูเอนเซอร์ที่เลือกเหมาะสมกับแบรนด์หรือสินค้า เช่น เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่ใช้โพรดักต์หรือบริการของแบรนด์เราอยู่แล้ว หรือเป็นอินฟลูเอนเซอร์เฉพาะทางที่ตรงกับประเภทของโพรดักต์หรือบริการของแบรนด์ เพราะอินฟลูเอนเซอร์จะมีความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้าและบริการ และผู้ติดตามส่วนใหญ่ก็จะตรงกับกลุ่มเป้าหมาย หรือ เลือกผู้ใช้งานจริงที่อาจไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง แต่เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน
ยกตัวอย่างกรณี แบรนด์ขนมหวานของสหรัฐอเมริกาอย่าง Candy Kittens ที่เลือกลูกค้าที่ถือเป็น “ซูเปอร์แฟน” ของแบรนด์กว่า 30 คน เพื่อโปรโมตและโฆษณาสินค้าใน community ของคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ อีกทั้งบริษัทยังถือคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่ม Focus Group ของแบรนด์ ที่จะให้ฟีดแบ็กต่าง ๆ เกี่ยวกับโพรดักต์กลับมาเพื่อพัฒนาต่อไป
 
 
5. รู้จักอินฟลูเอนเซอร์แบบ “Micro” และ “Macro” 
เว็บไซต์สื่อชื่อดังอย่าง Forbes กล่าวว่า โดยทั่วไปมักแบ่งอินฟลูเอนเซอร์ออกเป็น 2 กลุ่ม ตามจำนวนของผู้ติดตาม ได้แก่ กลุ่ม Micro และ Macro (จำนวนตัวเลขผู้ติดตามอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละแบรนด์กำหนด) ดังนี้

            Micro-influencers เป็นกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 2,000–50,000 คน กลุ่มนี้มีความใกล้ชิดกับผู้ติดตามมากกว่า และมียอดการมีส่วนร่วม (engagement) สูงกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง แต่จะมียอดการเข้าถึง (Reach) ที่น้อยกว่า เหมาะสำหรับทำการตลาดเฉพาะกลุ่ม            

            Macro-influencers เป็นกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ระดับเซเลบริตี้ที่มีจำนวนผู้ติดตามมากกว่า 100,000 คน กลุ่มนี้มักเป็นผู้นำเทรนด์และกระแสสังคม มีความเป็นมืออาชีพและมักทำงานร่วมกับแบรนด์ชื่อดังต่าง ๆ ผู้ติดตามคนกลุ่มนี้จะเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่มีความหลากหลาย เหมาะสำหรับการทำการตลาดแบบวงกว้าง เน้นการรับรู้ แต่ทั้งนี้อินฟลูเอนเซอร์ในกลุ่ม Macro-influencers จะมีจำนวนน้อยเพียงไม่กี่คน และมีค่าจ้างที่สูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่ม Micro-influencers

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่จะทำให้อยู่รอดได้คือ “การปรับตัว” การตลาดและการโฆษณาก็เช่นกัน ในยุคที่โลกออนไลน์เข้ามามีผลต่อชีวิตประจำวันของผู้คน การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในบางครั้งอาจจะจำเป็นที่จะต้องอาศัยผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ หรือ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เป็นตัวกลาง ถึงจะเป็นวิธีการเข้าถึงลูกค้าแบบใหม่ แต่หากมีความพร้อมและศึกษาขั้นตอนต่าง ๆ เป็นอย่างดี การร่วมงานกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ก็สามารถสร้างความคุ้มค่าให้เกิดขึ้นแก่คนทำธุรกิจได้อย่างมหาศาลเช่นกัน

TIP: หากจะทำการตลาดโดยอาศัยอินฟลูเอนเซอร์ ควรให้อิสระอินฟลูเอนเซอร์ในการสร้างสรรค์รูปแบบการโฆษณาในแบบฉบับเขาเอง คนที่ติดตามชอบดูรีวิวหรือการบอกต่อในแบบเป็นตัวเองของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ เพราะเขาจะรู้สึกว่า ได้ฟังความเห็นของผู้ใช้จริงมากกว่าโพสต์ที่ดูเป็นทางการ และรู้ว่าทำขึ้นเพื่อการโฆษณาอย่างชัดเจน


ที่มา:
Working with Influencers: Advice for Startups
How to Structure an Influencer Strategy
How to Vet Influencers to Reach Your Campaign Goals
พลังของการตลาดโดยอาศัย อินฟลูเอนเซอร์ 
ผลสำรวจอาชีพ”ดาวรุ่ง-ดาวร่วง”ปี 2562