the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 13.02.2018 (2 ปีที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 10.12.2019 | อ่าน 2551

Amazon Go vs Alibaba Tao Cafe


เมื่ออเมริกามี Amazon Go ร้านขายของอัตโนมัติ จีนก็มี Tao Café เหมือนกัน!!

Amazon อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลกได้เปิดให้บริการ Amazon Go ร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะ อย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา บริเวณชั้นล่างของสำนักงาน Amazon แห่งใหม่ที่ซีแอตเทิล หลังเปิดให้บริการช่วงทดสอบระบบมาสักระยะแล้ว และเตรียมขยายสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วอเมริกาในอีก 10 ปีข้างหน้า

สิ่งที่น่าสนใจคือ รูปแบบการให้บริการภายในร้าน Amazon GO เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตอัจฉริยะ ด้วยคอนเซ็ปต์ความเป็นร้านค้าสุดล้ำผ่านฟีเจอร์ Just Walk Out Technology และ No Lines, No Waiting หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่ต้องต่อแถวเข้าคิวจ่ายเงินที่จุดบริการแคชเชียร์ แค่เดินเข้ามาหยิบสินค้าที่ต้องการในร้านและเดินออกไป ง่ายๆ เพียงเท่านี้ เนื่องจากมีการบวกเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกและรวดเร็วจนไม่ต้องมีแคชเชียร์ในร้าน และระบบจะเรียกเก็บเงินเองผ่านทางบัญชี Amazon โดยภายในร้านมีเทคโนโลยีสำคัญคือ Computer Vision หรือการสร้างแมชชีนที่สามารถประมวลผลได้เหมือนที่ตาคนทำได้, Sensor Fusion หรือเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งตามจุดต่าง ๆ ในการจับตำแหน่งและประมวลผลได้แม่นยำมากขึ้น และ Deep Learning Algorithms หรืออัลกอริทึมการเรียนรู้เชิงลึก โดยผู้ที่จะเข้าไปซื้อสินค้าในร้าน Amazon GO จะต้องมีบัญชี Amazon สมาร์ตโฟน และต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน Amazon GO ด้วย ซึ่งรองรับทั้งระบบ iOS และ Android

ส่วนเรื่องคิดคำนวณราคาสินค้าก็มีอะไรน่าห่วง เพราะระบบ Machine Learning มีความแม่นยำจนสามารถระบุได้ว่า สินค้าอะไรที่มีการหยิบออกจากชั้นวางของบ้าง และจะทำบันทึกข้อมูลสินค้าที่มีการหยิบลงในตะกร้าออนไลน์ ถ้าหากลูกค้าเกิดเปลี่ยนใจและวางสินค้าคืนไว้ที่เดิม ระบบก็จะทำการอัปเดตข้อมูลใหม่อัตโนมัติ

ฝ่ายเทคโนโลยีของ Amazon Go ได้อธิบายสาเหตุการเปิดตัวร้านที่ล่าช้า จากเดิมตั้งใจจะเปิดตั้งแต่ช่วงต้นปี 2560 เนื่องมาจากการทดสอบระบบเพื่อให้แน่ใจว่าอัลกอริทึมและเทคโนโลยีต่าง ๆ จะประมวลผลและรู้จักรูปแบบการซื้อสินค้าตามสถานการณ์จริงที่ต่างออกไปได้ และที่ตอนนี้ระบบของร้านสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นไร้ปัญหานั้นก็เป็นผลมาจากการให้เวลาทดสอบระบบที่ยาวนาน “เทคโนโลยีนี้ไม่สามารถจับต้องได้ มันคือความก้าวหน้าขั้นสูงของระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลจากภาพและการเรียนรู้ของเครื่อง”

ฝั่ง Alibaba Group ก็ดึงโมเดลร้านค้าอัจฉริยะของ Amazon Go มาทำ Tao Café โดยประเดิมเปิดสาขาแรกที่เมืองหางโจว แต่ยังไม่มีแผนว่าจะเปิดร้านในระยะยาว

Tao Café ต่างจากคาเฟ่ทั่วไปตรงที่นอกจากจะจำหน่ายเครื่องดื่ม ฟาสต์ฟู้ด ขนมกินเล่น และสินค้าที่มีจำหน่ายในเว็บ Taobao แล้ว ลูกค้ายังสามารถซื้อของได้โดยไม่ต้องยืนต่อคิวชำระเงินหน้าเคาน์เตอร์ให้ยุ่งยาก เพราะทุกการซื้อและชำระเงินจะเกิดขึ้นบนมือถือผ่านแอปพลิเคชันของ Taobao

ขั้นตอนการใช้งานก็แสนง่ายแถมยังเหมือนกับ Amazon Go ไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแค่สแกน QR Code เพื่อเช็กอินก่อนเข้าร้าน สแกนมือถือ แล้วเดินออกไปพร้อมของที่ต้องการได้เลย โดยมีฟินเทครายใหญ่อย่าง Ant Financial ในเครือ Alibaba Group เข้ามาช่วยวาง ระบบอีเพย์เมนต์ให้รองรับกับการซื้อของออนไลน์บนออฟไลน์แบบเสร็จสรรพโดยไม่มีสะดุด แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น Alibaba ยังหาทางตัดขาคู่แข่งด้วยการตั้งราคาสินค้าในร้านให้ถูกกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป 20-30% เพราะจุดเด่นของเว็บ Taobao คือราคาถูกกว่าค้าปลีกทั่วไปเช่นกัน

แม้ระบบการจัดการคล้ายกัน แต่ Amazon Go ก็มีข้อได้เปรียบเหนือ Alibaba เนื่องจาก Amazon Go เปิดให้ประชาชนทั่วไป ในขณะที่ Tao Café เปิดให้ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ Taobao ของ Alibaba เท่านั้น

แม้ว่าจะยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้กับร้านค้าที่ไม่มีพนักงาน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าการทดลองของทั้ง Amazon Go และ Tao Café ไม่ก่อให้เกิดผลกำไรใด ๆ ในระยะสั้น ของแบบนี้ต้องคอยดูความสำเร็จในระยะยาว

ทั้งสองบริษัทนี้ได้ลงทุนอย่างหนักในการพัฒนาธุรกิจร้านค้าอัตโนมัติในช่วงปีที่ผ่านมา Amazon ซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งอเมริกา Whole Foods มูลค่า 13.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ Alibaba ประกาศลงทุนมูลค่า 2.88 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการลงทุนใน Gao Xin Retail ในจีน ผู้ประกอบการไฮเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่และเติบโตเร็วที่สุด

เทคโนโลยีอัจฉริยะได้เข้ามาผนวกกับร้านค้าปลีกเพื่อเชื่อมต่อการชอปปิงออนไลน์และออนกราวด์เข้าด้วยกัน รวมทั้งเข้ามาแทนที่การว่าจ้างพนักงาน ซึ่งน่าจะนำไปสู่การพลิกโฉมรูปแบบการค้าปลีกในอนาคตอย่างแน่นอน ต่อให้ Amazon เป็นฝ่ายริเริ่มหรือลงมือทำไปก่อน หรือ Alibaba จะตามมาทีหลัง แต่ Alibaba กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่างานนี้ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของตลาดเช่นกัน และผู้บริโภคชาวจีนซึ่งมีจำนวนมหาศาลก็พร้อมจะเปิดรับประสบการณ์เหล่านี้ แถมยังมีระบบบริการที่รองรับความต้องการในตลาดไม่แพ้กัน

และนี่คือการเชื่อมโยงของตลาดออนไลน์กับออฟไลน์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกช่องทาง แต่ด้วยวิธีการและแนวคิดที่ “สดใหม่” กว่า และเป็นไปได้ว่าทางออกของการทำธุรกิจยุคดิจิทัลให้รอด ไม่ใช่เพียงแต่การปิดกิจการแบบออฟไลน์ หรือทำตลาดออนไลน์อย่างเดียว แต่คือการคว้า “ช่องว่าง” ที่คนอื่นยังมองไม่เห็น และเปลี่ยนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ โดยไม่ลืมค้นหาความต้องการของผู้บริโภคและทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคที่พร้อมจะเปลี่ยนไปทุกเมื่อ

ที่มา: thestandard.co, medium.com