the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 22.06.2019 (4 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 17.10.2019 | อ่าน 1019

คริปโทเคอร์เรนซี เงินยุคดิจิทัลที่มาพร้อมความท้าทาย


ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) มาแรงอย่างมากโดยเฉพาะในหมู่นักลงทุนไปจนถึงนักเสี่ยงโชคที่เข้ามาเล่นกับความหวือหวาของเงินนี้ จนเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก แม้แต่ประเทศไทยเองยังต้องออกกฎหมายเฉพาะในการกำกับดูแลในเรื่องนี้โดย ก.ล.ต. การที่เฟซบุ๊ก ได้จับมือกับพันธมิตรชื่อดังอีกมากมาย ทำคริปโทเคอร์เรนซีชื่อ Libra และมีแผนจะนำมาใช้ในปี 2563 นี้ ยิ่งทำให้คริปโทเคอร์เรนซีร้อนแรงขึ้นไปอีก

คริปโทเคอร์เรนซี” กับเหตุอาชญากรรมที่เกิดรอบโลก

พระราชกําหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ได้นิยามคำกว่า “คริปโทเคอร์เรนซี” ว่าหมายถึง หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์โดยมีความประสงค์ที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล และให้หมายความรวมถึงหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นใดตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกําหนด

สุชยา โมกขเสน แห่ง สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nation Office on Drugs and Crime) หรือ UNODC ได้แชร์เรื่องราวและเทรนด์ของคริปโทเคอร์เรนซีที่เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์การทำงานของเธอว่า การเกิดขึ้นของคริปโทเคอร์เรนซี แม้นำพามาซึ่งความสะดวกสบายในการเข้าถึงระบบการเงินและการทำธุรกรรมในโลกยุคดิจิทัลให้มีความเป็นส่วนตัวและมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกันระบบคริปโทเคอร์เรนซีก็ยังคงมีข้อท้าทายอีกมากมาย เช่น เรื่องของอัตราการเฟ้อของเงินที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากระบบคริปโทเคอร์เรนซี ไม่มีรัฐบาลกลางหรือ Central Bank เข้ามาควบคุมกลไกของตลาด ตลอดจนกลุ่มผู้ไม่หวังดีหรืออาชญากรที่อาศัยช่องโหว่ของระบบก่ออาชญากรรมอันนำไปสู่การก่อการร้ายระดับโลก ซึ่งนับเป็นความท้าทายที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าระบบดังกล่าวจะสามารถก้าวผ่านความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้หรือไม่

“ไม่ใช่แค่นักลงทุนที่เห็นโอกาส แต่อาชญากรก็เห็นโอกาสเช่นกัน” สุชยา ได้ยกตัวอย่างเหตุอาชญากรรมสำคัญที่อาศัยช่องโหว่ของระบบคริปโทเคอร์เรนซี ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา

  1. ระบบการเงินของกลุ่มก่อการร้าย (Terrorist Financing)จุดแข็งของ คริปโทเคอร์เรนซี  คือ มีความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยสูงจนทำให้ปกปิดตัวตนได้ง่ายและตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ยาก ทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้หันมาใช้คริปโทเคอร์เรนซีหลายสกุลเงินเพื่อรวบรวมเงินบริจาคจากทั่วโลกไปใช้ในการก่อการร้าย เช่น เมื่อปี 2559 ขบวนการก่อการร้าย Mujahideen เปิดรับการบริจากเงินด้วยคริปโทเคอร์เรนซีอย่าง “บิตคอยน์” (Bitcoin)” ซึ่งภายในระยะเวลา 2 ปี มีผู้บริจาคเข้ามาถึง 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ
  2. การโจรกรรมจากระบบแลกเปลี่ยนซื้อขายคริปโท ในช่วงปี 2561 (Exchange stolen during 2018) – ตลอดปีนั้นมีรายงานว่า มีการโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีจากบริษัทผู้ให้บริการแลกเปลี่ยน มูลค่ารวมสูงถึง 950 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นอาชญากรรมที่มีมูลค่าความเสียหายมากที่สุดและยังคงมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ตัวอย่างเหตุโจรกรรมที่เป็นที่พูดถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ กรณี เว็บผู้ให้บริการรับซื้อแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีระดับโลกอย่าง Binance ถูกแฮกระบบและโดนโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่าความเสียหายกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนเป็นข่าวโด่งดังและเกิดการตั้งคำถามถึงความมั่นคงปลอดภัยของระบบและตัวคริปโทเคอร์เรนซีเอง
  3. ขบวนการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อฟอกเงินผิดกฎหมาย ((Professional) Money Launderers: Exchange) – บ่อยครั้งที่ คริปโทเคอร์เรนซี ถูกนำไปใช้ประโยชน์สำหรับกระบวนการฟอกเงินด้วยกลยุทธ์หลากหลายวิธี เช่น กรณีของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติในแถบยุโรป จะนำเงินสดที่ได้จากการขายยาเสพติดไปฝากใน Crypto ATM จากนั้นคริปโทเคอร์เรนซีจะถูกโอนไปยัง Crypto Wallet ในยุโรป จากนั้นคนที่มีหน้าที่ฟอกเงินก็จะทำการส่งคริปโทเคอร์เรนซีที่มีไปยัง Crypto Wallet ในประเทศโคลอมเบีย เพื่อนำออกไปแลกเป็นสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจากขั้นตอนดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเงินผิดกฎหมายเหล่านี้ผ่านกระบวนการฟอกเงินที่มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และยังสามารถเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้โดยไม่สามารถตรวจสอบได้อีกเช่นกัน
  4. การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Child Sexual Exploitation) - สุชยา บอกเล่าประสบการณ์ ที่มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ดูแลด้านการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กผ่านช่องทางออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งติดตามพฤติกรรมผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง จนพบว่า ปัจจุบันการซื้อขายสื่อและสิ่งที่เกี่ยวข้อง (material) กับการละเมิดทางเพศเด็ก ใช้วิธีการโอนเงินผ่านบริการของธนาคารลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยอาจมีการเปลี่ยนวิธีการซื้อขายด้วยการใช้ระบบคริปโทเคอร์เรนซีแทนแบบดั้งเดิม
  5. การเรียกค่าไถ่ (Ransomware) - ปัจจุบันกลุ่มอาชญากรไซเบอร์มีเป้าหมายการโจรกรรมข้อมูลเพื่อเรียกค่าไถ่ไปยังภาคธุรกิจมากกว่ากลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปอย่างเช่นที่ผ่านมา เพราะข้อมูลที่ภาคธุรกิจถือครองมักเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูง และบ่อยครั้งที่ภาคธุรกิจมักไม่ทำการ Back up ข้อมูลสำคัญไว้ ทำให้เมื่อโดนโจรกรรมก็จะต้องยอมจ่ายให้แก่กลุ่มอาชญากรรมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและเสียชื่อเสียงของบริษัท ตัวอย่างเช่น SamSam ที่เป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่แบบเจาะจงเป้าหมายการโจมตีไปที่เครือข่ายขององค์กรต่าง ๆ เพื่อฝังตัวเรียนรู้เน็ตเวิร์ก จากนั้นจะ Map out สิ่งที่ได้ออกมา และส่ง Encryption ไปยังหลายองค์กรอันนำมาสู่การเรียกค่าไถ่ เป็นต้น
  6. IoT (Internet of Things) – ในอนาคตอันใกล้นี้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวันของเราจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ต ไม่เพียงแต่ระบบการสื่อสารแต่รวมไปถึงอุปกรณ์ของใช้ต่าง ๆ เช่น ประตูบ้าน ตู้เย็น ซึ่งตัวกลางสำคัญ คือ นวัตกรรม ระบบ 5G ที่เปลี่ยนจากการเชื่อมต่อผ่าน Wi-fi Router ให้ สามารถเชื่อมต่อตรงกับระบบโครงข่าย 5G ได้โดยตรง นับเป็นอีกหนึ่งความสะดวกสบายที่มาพร้อมความท้าทายและความเสี่ยงที่มัลแวร์ต่าง ๆ อาจอาศัยช่องว่างนี้เข้าสู่ระบบได้อย่างง่ายดายมากขึ้น และอาจนำมาซึ่งอาชญากรรมทางไซเบอร์ในอนาคต

“การปรับตัว” เพื่อก้าวทันและป้องกันภัยในโลกยุคดิจิทัล

“ในความกังวลก็พอจะมีข้อที่พอจะให้ดีใจได้อยู่บ้าง นั่นคือ Regulation ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกของเราตอนนี้” สุชยา กล่าว พร้อมยกตัวอย่างกฎระเบียบ (Regulation) จากองค์การระดับโลกที่โดดเด่นในปี 2561 ได้แก่

  1. สหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) – กฎระเบียบ Anti-Money Laundering Directive (EU: AMLDS) ว่าด้วยเรื่องความโปร่งใสของสกุลเงินดิจิทัล ที่ประกาศให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนด
  2. คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force หรือ FATF) – องค์กรระหว่างรัฐผู้ดูแลเรื่องการต่อสู้กับขบวนการฟอกเงินและการก่อการร้าย ออกประกาศกฎระเบียบ Anti-Money Laundering and Combating the Financing of Terrorism (AML/CFT) ให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามระเบียบภายในสิ้นเดือน มิถุนายน 2019
  3. ประเทศเบอร์มิวดา (Bermuda) – ประเทศที่กำหนดจุดยืนความเป็นผู้นำกฎระเบียบด้านคริปโทเคอร์เรนซีของโลก ได้ประกาศใช้มาตรฐาน (Standard) ให้กับภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้ Digital Asset
  4. ประเทศมอลตา (Malta) – ประเทศที่กำหนดจุดยืนตัวเองว่ามีความแข็งแกร่งด้านการต่อต้านการฟอกเงินในสกุลเงินดิจิทัล (Anti-Money Laundering) มากที่สุดในโลก เนื่องจากต้องการดึงดูดนักลงทุนให้เข้าไปลงทุนในประเทศ

สุชยา ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้ปัจจุบันจะมีกฎระเบียบต่าง ๆ มากมายที่พยายามเข้ามาแก้ปัญหาการฟอกเงินที่เกิดขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า กว่าจะถึงเวลาที่กฎระเบียบทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้นั้น คริปโทเคอร์เรนซีที่ปัจจุบันอยู่ในมือของอาชญากรก็อาจจะสามารถนำมาฟอกเป็นเงินสกุลท้องถิ่นต่าง ๆ และนำมาใช้ในระบบเศรษฐกิจปกติได้อย่างมหาศาลอีกเช่นกัน

แม้จะเริ่มมีการปรับตัวเพื่อทันต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นในระบบคริปโทเคอร์เรนซี แต่ความเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างถึงมีการบังคับใช้กฎระเบียบต่าง ๆ แล้วก็คือ Regulation ของแต่ละภูมิภาคบนโลกเรายังไม่เท่ากัน” จากภาพประกอบข้างบน จะเห็นได้ว่า สีฟ้าซึ่งแสดงพื้นที่ของประเทศที่มีกฎระเบียบที่ดูแลเรื่องของคริปโทเคอร์เรนซีโดยเฉพาะยังคงมีเพียงไม่กี่ประเทศ ขณะที่หลายประเทศส่วนใหญ่กำลังพัฒนาให้คริปโทเคอร์เรนซีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ (พื้นที่สีขาวตามภาพประกอบ) และยังมีอีกหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางประกาศแบนคริปโทเคอร์เรนซี

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าบนโลกเรายังไม่มีกฎระเบียบร่วมที่เท่าเทียมกันในเรื่องของการดูแลคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งจุดนี้เองที่อาจเป็นช่องโหว่ให้อาชญากรหรือผู้ก่อการร้ายใช้ในการก่ออาชญากรรมได้เป็นอย่างดี

“พัฒนาการของอาชญากร” ความท้าทายที่ต้องรับมือ 

นอกจากนี้ สุชยา ได้ยกตัวอย่างความท้าทายที่เกิดขึ้นแม้จะมีการหาแนวทางแก้ไขปัญหาและช่องโหว่ที่เกิดขึ้นกับการใช้คริปโทเคอร์เรนซีกันอย่างต่อเนื่องก็ตาม

  1. ปัญหาเปรียบได้กับ เกมทุบตัวตุ่น (Whack-A-Mole) - บริษัท Chainalysis ได้อธิบายว่า การก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ก็เหมือนเกมทุบตัวตุ่น ถึงแม้จะมีองค์กรหรือหน่วยงานเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้สำเร็จ ก็จะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด
  2. อาชญากร มีความสร้างสรรค์ (Criminals Are Creative) – อาชญากรมักคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ นำหน้าผู้กำกับและบังคับใช้กฎหมายอยู่เสมอ นับเป็นความท้าทายให้เราต้องก้าวทันอาชญากรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น
  3. การตรวจจับข้อความที่เข้ารหัสไว้ (Encrypted Message) - เมื่อคริปโทเคอร์เรนซีถูกนำมาใช่ร่วมกับการใช้บริการส่งข้อความที่เข้ารหัส เช่น ผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp, Signal, Telegram เพื่อสนับสนุนหรือก่ออาชญากรรมก็จะทำให้ยากต่อการสืบหาต้นตอ
  4. ความท้าทายกับการบังคับใช้กฎหมาย (Challenges Facing Law Enforcement) – ปัจจุบันอาชญากรรมที่อาศัยช่องโหว่ของระบบในการก่อเหตุเกิดขึ้นมีมากมายมหาศาล และ ผู้มีสิทธิในการบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) ก็อาจไม่มีความรู้ความเข้าใจรายละเอียดอุปกรณ์ (device) ที่ใช้ในการก่อเหตุอย่างถ่องแท้ และหลายครั้งที่อาจมีการก่ออาชญากรรมในพื้นที่ประเทศหนึ่ง แต่ตัว Server อยู่อีกประเทศหนึ่ง ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเพื่อทำการสืบสวนมีระยะเวลาที่ยืดเยื้อจนไม่ทันการณ์

เหตุการณ์และแนวโน้มต่าง ๆ ที่อาจเกิดกับระบบคริปโทเคอร์เรนซีในอนาคตนั้น แน่นอนว่ายังคงมีข้อดีและความท้าทายรออยู่มากมาย แม้ระบบนี้จะไม่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อประโยชน์ทางด้านการก่ออาชญากรรม แต่เมื่อมีการอาศัยช่องโหว่ของระบบเพื่อประโยชน์ในทางที่ผิด ก็ไม่ใช่เพียงหน้าที่ขององค์กรที่ดูแลด้าน Cybersecurity หรือผู้บังคับใช้กฎหมายเท่านั้น ที่ต้องการหาแนวทางป้องกันและแก้ไข แต่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชน ควรร่วมมือกันเพื่อป้องกันและหาแนวทางแก้ไขภัยไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้น

ชมย้อนหลัง สุชยา โมกขเสน แห่ง สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nation Office on Drungs and Crime) หรือ UNODC บนเวที Thailand Cybersecurity 2019 จัดโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) ร่วมกับองค์กรชั้นนำต่าง ๆ ระหว่าง 19 – 20 มิถุนายน 2562 ใน session “Current Cryptocurrency Related Trends and Incidents” (นาทีที่ 1.06.30 เป็นต้นไป) ที่ https://web.facebook.com/ETDA.Thailand/videos/343653146319927/

ดาวน์โหลด Slide