email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 06.09.2017 (2 สัปดาห์ที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 22.09.2017 | อ่าน 774

คณะกรรมการดีอี เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการดิจิทัลฯ ระยะ 5 ปี


สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นายกฯ ย้ำให้ทุกกระทรวงบูรณาการการทำงาน ใช้กลไกประชารัฐ เปลี่ยนผ่านประเทศสู่ยุคดิจิทัล

รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการดิจิทัลฯ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560 – 2564) ที่มีความสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สร้างกลไกให้ทุกกระทรวงบูรณาการการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมหนุนกลไกประชารัฐ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

 

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2560 โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หลังจากที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้ง มีคณะกรรมการเฉพาะด้านทำหน้าที่ช่วยเหลือคณะกรรมการดิจิทัลฯ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงดำเนินการพัฒนาหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีระเบียบวาระ และความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการสำคัญๆ อาทิ เรื่องความคืบหน้าในการจัดตั้ง บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (NBN) และการจัดตั้ง บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (NGDC) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 โดยนายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้ดำเนินการแล้วเสร็จตามกรอบเวลา

ด้านการบริหารกิจการดาวเทียมสื่อสารของประเทศไทย ในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 ภายใต้สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีขอให้เร่งแก้ปัญหา โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นสำคัญ

การบริการด้านสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ที่ดำเนินการ ทั้งในส่วนของระบบ Tele-Medicine เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแพทย์เฉพาะทาง และการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ระบบ อสม. Online เป็นการดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนในการสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์เฉพาะกลุ่มสำหรับ หน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ และ อสม. เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารให้ อสม. ทั่วประเทศ จำนวน 200,000 คน ระบบ Smart Health ID การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการขอรับบริการจากโรงพยาบาล โดยการใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียว ซึ่งนายกรัฐมนตรีขอให้ขยายผลการดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยเร็ว

โครงการเน็ตประชารัฐ ที่ปัจจุบันได้วางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปแล้วกว่า 14,000 หมู่บ้าน จากเป้าหมาย 24,700 หมู่บ้าน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การดำเนินโครงการดิจิทัลชุมชนด้าน e-Commerce โดยใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐที่อยู่ในระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาระบบ e-Market Place กลาง และระบบจัดการร้านค้า (Point of Sale : POS) การพัฒนาระบบ e-Logistics และ e-payment ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ทุกกระทรวงคำนึงถึงผลประโยชน์จากการใช้เน็ตประชารัฐ ในการยกระดับการให้บริการสาธารณะสำหรับประชาชน ด้านการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand) ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้เห็นชอบในการประกาศเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมขอให้ดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ด้านสถานะการดำเนินการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่เป้าหมาย USO สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์ดำเนินการบริการอินเทอร์เน็ต USO พื้นที่ชายขอบ (Zone C+) ในพื้นที่ประมาณ 3,920 หมู่บ้าน และพื้นที่ห่างไกล (Zone C) ประมาณ 15,732 หมู่บ้าน ซึ่งสามารถลงนามในสัญญาโครงการฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 โดยนายกรัฐมนตรีขอให้เร่งรัดการดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช. ยังได้รายงานต่อที่ประชุมทราบเกี่ยวกับมติคณะกรรมการ กสทช. เรื่องแนวทางการใช้คลื่นความถี่ สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) และระบบคมนาคมขนส่งทางราง ย่านความถี่ 800/900 MHz และคลื่นความถี่สำหรับระบบคมนาคมขนส่งทางราง ย่านความถี่ 400 MHz

โครงการติดตั้งระบบโครงข่ายโทรคมนาคมของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีการเสนอเพื่อขออนุมัติให้ รฟท. ดำเนินการโครงข่ายเคเบิลใยแก้วของตัวเอง แบบโครงข่ายปิด (Private Network) และจัดให้มีระบบสำรองโครงข่าย (Redundant Network) โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับบริษัท NBN โครงการเน็ตประชารัฐ และศูนย์ดิจิทัลชุมชน เป็นอันดับแรก เพื่อให้ระบบโครงข่ายและอุปกรณ์ทั้งหลายได้ใช้อย่างบูรณาการมีความคุ้มค่า ไม่เกิดความซ้ำซ้อน และลดต้นทุน โดยนายกรัฐมนตรีขอให้คำนึงถึงความคุ้มค่าในการดำเนินการ และเน้นการใช้ประโยชน์ของโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน

นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้พิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญๆ อีกหลายเรื่อง อาทิ เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560 – 2564) ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ได้สรุปผลการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลฯ ตาม พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ.2560 โดยได้มีการทบทวนแผนพัฒนาดิจิทัลฯ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลฯ และเป็นการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลฯ พ.ศ. .... โดยมีความสอดคล้องกับ (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560 – 2564) รวมทั้งได้ทบทวนและยกร่างแผนปฏิบัติการดิจิทัลฯ ระยะ 5 ปี เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยแปลงวิสัยทัศน์ระยะยาวตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งนายกรัฐมนตรีขอให้เน้นการบูรณาการทำงานร่วมกับทุกกระทรวง รวมทั้งบูรณาการการทำงานตามกลไกประชารัฐร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนและภาคประชาชน

ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในกรอบหลักการของ (ร่าง) แผนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ระยะ 5 ปี (2560 – 2564) เพื่อให้คณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดำเนินการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบสำหรับใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่อไปด้วย

ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) กระทรวงดิจิทัลฯ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ได้เสนอโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ระยะ 5 ปี ตั้งเป้าหมายปีแรก ในพื้นที่ตัวแทนภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และมีแผนจะขยายให้ครอบคลุมในพื้นที่ 77 จังหวัดภายใน 5 ปี โดยที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักของกรอบการดำเนินการและกรอบวงเงินงบประมาณ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมที่สร้างสรรค์โดยคนไทย ลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน นอกจากนั้นยังให้ความเห็นชอบในมาตรการเร่งการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน โดยเฉพาะการประโยชน์จากท่อร้อยสายใต้ดินที่มีอยู่แล้วในหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีระยะทางกว่า 2,500 กิโลเมตร

ทั้งนี้ นอกจากจะพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแผนงาน/โครงการต่างๆ แล้ว ที่ประชุมฯ ยังได้มีการพิจารณาการแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้านทั้งสองคณะคือ คณะกรรมการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตาม พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 รวมถึงระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกองทุนฯ เพื่อเป็นการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐด้วย