the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 18.12.2018 (7 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 17.07.2019 | อ่าน 3133

11 กลยุทธ์ ฉุด e-Commerce พุ่ง


ปี 2562 ใกล้เข้ามาแล้ว ก็ถึงเวลาทบทวนและประเมินผลงานของบริษัทอีคอมเมิร์ซในปีที่ผ่านมา ยุคที่เซิร์ชเอ็นจินและการเข้าถึงลูกค้าง่ายขึ้น ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น และคนทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็จำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญมากขึ้น

มาดูกันว่า “กลยุทธ์แบบไหน” ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซทรงอิทธิพลจากทั่วโลกเล็งเห็นว่า “ประสบความสำเร็จมากที่สุด” เพื่อให้คุณสามารถนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปปรับปรุงกับธุรกิจคุณในปีใหม่ที่จะถึงนี้

1. ให้ความสำคัญกับทราฟฟิกบนมือถือ

เรามาถึงจุดที่ทราฟฟิกหรือการเข้าชมเว็บไซต์จากมือถือนั้นมากกว่าเดสก์ท็อปอย่างเป็นทางการแล้ว เว็บไซต์ของคุณนอกจากจะต้องจัดทำอินเด็กซ์และรูปแบบให้สามารถแข่งขันได้ใน Search Engine Result Page หรือ SERP (ทำอย่างไรให้สามารถแสดงผลเว็บไซต์ตัวเองได้ในหน้าแรกของเซิร์ชเอ็นจิน) แล้ว ข้อสำคัญคือ การลงทุนในการปรับรูปแบบเว็บไซต์ให้เหมาะกับหน้าจอมือถือเพื่อให้ผู้เข้าเว็บไซต์ได้ประสบการณ์อย่างเต็มที่เช่นเดียวกับที่ได้รับจากหน้าจอคอมพิวเตอร์

การวิจัยของ semrush.com ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทราฟฟิกของมือถือได้ครองตลาดทั้งหมด ทั้งนี้โดยไม่ต้องดูในแต่ละรายอุตสาหกรรมหรือประเทศที่มีการค้นหา เมื่อดูใน 13 หมวดอีคอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมก็พบว่า ทราฟิกบนมือถือสามารถเอาชนะบนเดสก์ท็อปประมาณ 46% เทรนด์นี้โดดเด่นมากในบางอุตสาหกรรม เช่น “อาหาร” ที่มีจำนวนทราฟิกบนมือถือถึง 83.2% มันบ่งว่า คนใช้มักจะหา “ร้านอาหาร ใกล้ฉัน” (restaurant near me) ในระหว่างเดินทาง

หากดูทั้งหมดก็ไม่ใช่ว่าทราฟฟิกบนเดสก์ท็อปจะแย่ทั้งหมด อุตสาหกรรมอย่าง “หนังสือ” ก็ยังมีสัดส่วน 40.3% และ “เพลง” มีสัดส่วนอยู่ 37.3%

ดังนั้น แม้ชัดเจนว่า “มือถือ” สำคัญอย่างมาก แต่ในบางอุตสาหกรรม ทราฟฟิกจำนวนมากก็ยังคงมาจากการใช้เดสก์ท็อป

2. เพิ่มประสิทธิภาพตัวชี้วัดสำคัญบนมือถือ

ในการโฟกัสที่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ใช้มือถือ ก็ต้องทำให้เว็บไซต์บนมือถือเป็นแพลตฟอร์มหลักแทนจอเดสก์ท็อปในปีที่จะถึงนี้ด้วย การที่ทราฟฟิกจะมาได้ เว็บไซต์ของคุณก็ต้องเข้ากับมือถือ การเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับ mobile-first indexing (Google จะจัดอันดับจากเว็บไซต์ที่แสดงบนหน้าที่ใช้งานด้วยมือถือ) จะทำให้คุณเห็นทราฟฟิกในภาพรวมและยอดขายที่เพิ่มขึ้น

5 ข้อผิดพลาดสำคัญที่พบได้บ่อยที่สุดในเว็บไซต์บนมือถือ คือ

  • error code 4xx ที่ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าหน้าเว็บที่ถูกต้อง
  • หน้าเว็บโหลดได้ช้า ทำให้ผู้ใช้ไม่รอ และส่งผลเสียต่อ SEO (Search Engine Optimization)
  • ปัญหาของคอนเทนต์ที่ผสมกัน ซึ่งสร้างผลเสียต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ และลดความเชื่อมั่นต่อเว็บไซต์
  • แท็กหัวเรื่องที่หายไปหรือว่างไว้ ทำให้ Google ไม่สามารถระบุเนื้อหาได้อย่างถูกต้อง
  • การเปลี่ยนลิงก์ระหว่าง url ที่ทำให้ผู้ใช้ไปยังปลายทางไม่ได้อย่างรวดเร็ว

Andy Drinkwater ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO เจ้าของ IQ SEO ระบุว่า mobile-first indexing กำลังจะเป็นกุญแจสำคัญ แต่ธุรกิจจำนวนมากงุนงงสับสนว่าจะผลักดันมันให้เป็นจริงได้อย่างไร

“อาจเป็นข่าว SEO ใหญ่สุดของปีนี้คือ Mobile First แต่นั้นมาก็ยังไม่มีอะไรมากนัก เพราะบริษัทส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร

“ในทางทฤษฎีตราบเท่าที่เว็บไซต์มีการตอบสนองหรือมีโดเมนสำหรับมือถือ ‘แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ’ แน่นี่คือ Google ไง มันไม่ง่ายยังงั้น

“เคล็ดลับใหญ่ที่สุด ที่ผมอยากจะให้กับเจ้าของเว็บไซต์คือการมุ่งหน้าสู่ Search Console (บริการฟรีจาก Google ซึ่งช่วยให้คุณตรวจสอบและรักษาให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในผลการค้นหาของ Google ได้) และเข้าไปดูในประเด็นของมือถือ ส่วนของ Mobile Usability and Coverage เพื่อให้คุณสามารถแก้ไขประเด็นหรือปัญหาใหญ่ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

“คุณต้องใส่ใจในเรื่องความเร็วหรือสปีดและการใช้งานเว็บไซต์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญบนมือถือ Google ชี้ว่า ความเร็วของเว็บไซต์ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่ง แต่มันก็สร้างผลกระทบต่อความพึงพอใจของผู้ใช้ จึงต้องทำให้ชัวร์ว่าผู้ชมไม่ได้รอ ซึ่งสิ่งนี้จะป้อนสู่อัลกอริทึมของ Google ซึ่งจะดูในเรื่องประสบการณ์ของผู้ใช้ด้วย

“เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะพึงพอใจกับประสบการณ์บนมือถือทั้งหมด คุณต้องโชว์ให้ Google เห็นด้วยว่า ผู้ชมเว็บไซต์มีความสำคัญต่อคุณ”

3. ใช้ SERP Features โดยเฉพาะ “รีวิว”

ตามที่กล่าวในข้อ 1 ว่าเว็บไซต์บนมือถือต้องแข่งขันได้บน SERP หรือ Search Engine Result Page ฟีเจอร์ SERP นั้นกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่มีค่า SERP จะช่วยเพิ่มการมองเห็น ความเป็นองค์กร และผลในด้านยอดขาย ผลการค้นหายอดนิยมหรือ Top search ที่แสดงบน SERP ที่พบโดยทั่วไปมากที่สุดคือ รีวิว, ลิงก์เว็บไซต์, แคโรเซล (carousel หรือม้าหมุน) และ ภาพ

การศึกษาของ semrush.com บ่งชี้ว่า การที่ “รีวิว” เป็น SERP ที่พบโดยทั่วไปมากที่สุดนั่นสมเหตุสมผล เพราะรีวิวเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากที่สุดในการเพิ่มยอดขาย การรีวิวสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างรวดเร็วและนำเสนอคุณค่าให้แก่ผู้ชมได้

แต่ละฟีเจอร์ตามรายละเอียดด้านบนน่าจะเป็นสิ่งที่ผู้คนหาบนเซิร์ชเอ็นจินเคยเห็น ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกโดยใช้ schema markup ซึ่งทำให้สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมแค่ผู้ใช้งานเว็บไซต์ในการค้นหา วิธีนี้จะทำให้คุณสามารถแข่งขันได้มาขึ้น และฟีเจอร์เหล่านี้ก็มีผลต่อยอดขายของคุณได้จากผลในการค้นหา

4. สร้างโพรไฟล์ Backlink ให้เลิศ โฟกัสที่ “content”

ในการตัดสินว่าเว็บไซต์ไหนโดดเด่นที่สุดในอัลกอริทึม Google จะดูทั้งเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ประเภทของแบ็กลิงก์ หรือลิงก์กลับไปยังเว็บไซต์ของคุณต้องมาจากโดเมนที่น่าเชื่อถือสูง ซึ่งจะชี้ว่าคุณมีคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่น่าเชื่อถือและจะช่วยให้คุณสามารถได้อันดับสูง ๆ บน SERP

การใส่ใจกับแท็กติกของคู่แข่งและวิเคราะห์โพรไฟล์แบ็กลิงก์ที่เขาใช้กัน แล้วก็ทำตามเขาก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่จะทำให้คุณโตขึ้นอย่างได้ผล

ขั้นตอนในการพัฒนาโพรไฟล์แบ็กลิงก์นั้น ก้าวที่ดีต้องเริ่มจากการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์บนเว็บไซต์ของคุณก่อน ผู้คนบนออนไลน์กับคนในวงอุตสาหกรรมจะค้นพบสิ่งที่มีคุณค่าและแชร์มัน ซึ่งเชื่อมโยงกลับไปยังคุณได้ในขั้นตอนนี้

Catalin Zorzini ผู้ก่อตั้ง Ecommerce Platforms มีคำแนะนำที่ดีบางอย่างเกี่ยวกับการสร้างลิงก์

“ผมมักย้ำเตือนถึงกฎอันดับ 1 ในการ ‘สร้างลิงก์’ คือ การมีลิงก์ที่เชื่อมไปยังคอนเทนต์ที่มีคุณค่าในเว็บไซต์ แปลกมากที่ผู้ประกอบการจำนวนมากโฟกัสที่ความพยายามในการเข้าถึงลูกค้าให้มาก ๆ แต่ไม่ใส่ใจเรื่องกลยุทธ์ด้านคอนเทนต์ของตัวเอง เราต้องมีคอนเทนต์ที่ยอดเยี่ยมในเว็บไซต์ของเราก่อน ไม่ใช่มีแค่ About us กับหน้าอื่น ๆ ตามมาตรฐานที่เว็บไซต์ควรมีแค่ 2-3 หน้า จะมีใครอยากลิงก์กลับไปที่เว็บไซต์ของเราไหม

“มาให้ความสำคัญกับ ‘การสร้างคอนเทนต์’ ด้วยการสร้างสรรค์เนื้อหาแบบคำแนะนำเชิงลึกที่เหมาะกับลูกค้าคุณ เช่น ของอะไรจำเป็นต้องมี บริการอะไรที่เขาต้องการ อะไรคือความยุ่งยากในชีวิตของเขา อะไรคือความฝันของเขา ถ้าคุณแตะประเด็นเรื่องเหล่านี้ได้ และทำให้พวกเขาเห็นในคอนเทนต์ที่คุณสร้างสรรค์ เขาก็จะเอาเรื่องที่สนใจไปโพสต์จากคุณได้”

เรารู้ว่าการสร้างลิงก์เป็นสิ่งสำคัญ แต่การรู้เรื่องการสร้างกลยุทธ์แบ็กลิงก์ก็เป็นอีกเรื่องเหมือนกัน Elle Pollicott จาก Hallam Agency มีข้อแนะนำ 2-3 ที่จะแชร์กันคือ

“ที่ Hallam กลยุทธ์การสร้างลิงก์ที่เราสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับลูกค้า จะเน้นที่แคมเปญคอนเทนต์ขนาดใหญ่ ที่สร้างความน่าสนใจและการมีส่วนร่วมให้เว็บไซต์ที่แอ็กทีฟซึ่งต้องการให้ลิงก์ไปหาเขา นอกจากนั้น ยังเน้นที่การฝากโพสต์และการปรับปรุงลิงก์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมอนิเตอร์แบรนด์ของลูกค้า ทั้งชื่อแบรนด์ บริการ และสินค้า

“เมื่อเราสร้างลิงก์ให้ลูกค้า ส่วนใหญ่จะเป็นลิงก์ของแบรนด์ที่เป็น anchor text (เน้นใส่คีย์เวิร์ดลงไปในลิงก์ เช่น <a href=”https://www.example.com/”>การทำ SEO</a>) ซึ่งการตามลิงก์ไปสู่เว็บไซต์ของคุณจะได้เปรียบมากขึ้นหากผ่าน “link juice” ที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์หรือแบ็กลิงก์แบบ follow อย่างไรก็ตามแบ็กลิงก์ประเภท nofollow (สังเกตได้จาก <a href=”http://www.example.com/” rel=”nofollow”>Anchor Text</a> ซึ่งเป็นการตั้งค่าเพื่อป้องกันการโดนสแปมลิงก์ขยะ และไม่ได้ส่งผลต่อคะแนน SEO เหมือนผ่าน link juice) ก็มีประโยชน์อยู่ดี โดยเฉพาะหากมาจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือสูง และทำให้คุณมีคุณภาพจากทราฟฟิกที่เกี่ยวข้อง

โพรไฟล์แบ็กลิงก์ที่ดีควรมีทั้ง follow และ nofollow ด้วยความกว้างของการจัดอันดับโดเมนหรือ domain ratings (DR) ถึงแม้ว่า DRs ยิ่งสูงจะยิ่งดี

“ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคุณจะสร้างโพสต์บนบล็อก กราฟิกแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ หรือการสอนแบบเชิงลึก การมีเนื้อหาที่เป็นต้นฉบับและมีคุณค่าบนเว็บไซต์ที่ผู้ชมและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องการแชร์ นั่นคือหนทางสำหรับการสร้างโพรไฟล์แบ็กลิงก์”

5. ลงทุนด้านเทคนิค SEO

เทคนิคไหนที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณโดดเด่น หนทางไหนที่ใช่สำหรับความสำเร็จของ SEO หรือ Search Engine Optimization หรือการปรับปรุงเว็บไซต์ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เมื่อถูกค้นหาจะอยู่ในลำดับต้นๆ ของ search engine

ถ้าหากคุณยังมีปัญหาที่จะทำให้ search engine เข้าถึงและเข้าใจเว็บไซต์คุณ เทคนิคต่อไปนี้ อาจจะช่วยให้การทำ SEO ของคุณดียิ่งขึ้น

  • ตรวจสอบเว็บไซต์ทันที ลองหาเครื่องมืออย่าง site audit ที่จะช่วยค้นหาว่ามีปัญหาอะไร ใหญ่หรือเล็ก ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพ SEO
  • โฟกัสที่ความเร็วของเว็บไซต์ เพราะว่าเว็บที่โหลดช้าไม่เพียงมีผลต่อผู้ใช้ใจร้อน แต่ Google ก็จะไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของเว็บไซต์คุณ ปัญหาเกี่ยวกับ Javascript และ CSS เป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุด แล้วก็ยังอาจจะมีเรื่องเซิร์ฟเวอร์หรือโฮสติงที่คุณใช้อยู่อีก
  • ดูแลข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ข้อผิดพลาดจากการตั้งค่าซ้ำ (duplicate errors) หรือลิงก์ที่เสีย ซึ่งอาจจะส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณเข้าถึงได้ยากขึ้น
  • ใช้ประโยชน์จากแท็ก hreflang หรือ hypertext reference language เป็นแท็กที่ช่วยระบุตัวภาษาของเนื้อหาได้ชัดเจนและตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น และมีผลต่อการทำ SEO โดย Google ให้ความสำคัญกับแท็กนี้ค่อนข้างมาก แต่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซน้อยกว่า 20% ที่ใช้

Craig Campbell ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ได้แชร์แท็กติกง่าย ๆ ในการทำ SEO ว่า

“เมื่อเป็นเรื่องอีคอมเมิร์ซ ผมชอบ woocommerce สำหรับเว็บไซต์ขนาดเล็ก หรือ Magento สำหรับเว็บที่ใหญ่ขึ้นมา ที่ชอปแพลตฟอร์มพวกนี้มากกว่าแพลตฟอร์มอย่าง Shopify เพราะว่าสามารถเข้าถึงซอร์สโค้ดและเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ชัวร์ว่า จะสามารถบีบอัด javascript, CSS, ภาพ และอะไรก็ตามที่คุณต้องการเพื่อให้เว็บไซต์โหลดได้เร็ว

Canonicalization (หรือการเลือก URL หลัก ในกรณีเมื่อมีหลายทางเลือก) คืออีกปัญหาที่พบบ่อยกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เช่น ถ้าคุณขายรองเท้าหนังสีดำ พร้อมคำอธิบายถึงคุณภาพที่ดีของสินค้า แต่รองเท้ามีตั้งแต่ไซส์ 5, 6, 7, 8, 9 และ 10 ทีนี้แต่ละอันก็ต้องมี URL ใหม่ หาก Google รวบรวมข้อมูลสินค้าที่หลากหลายนี้ ก็จะพบว่ามีเนื้อหาที่ซ้ำกันไปหมด และ Google จะต้องเลือกว่า URL ไหนคือดีที่สุดสำหรับเป้าหมายที่คุณกำลังจะเจาะ

“ในการป้องกันปัญหานี้ คุณจึงติดแท็ก rel=canonical ตรงเพจที่คุณอยากให้เป็นเพจหลักที่คุณต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ และให้ไปโชว์อยู่บนหน้าค้นหาที่ Google จัดอันดับให้”

6. ใช้ AMP ถ้าเว็บไหนไม่มี อาจแย่

AMP หรือ Accelerated Mobile Pages คือวิธีที่จะช่วยให้หน้าเว็บโหลดได้อย่างรวดเร็วบนมือถือ ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ใช้ เวลาในการโหลดที่เร็วขึ้นช่วยให้ผู้ใช้งานยังคงอยู่บนหน้าเว็บไซต์ อยากจะมีส่วนร่วม และอาจจะตัดสินใจซื้อของจากเว็บไซต์คุณได้

อย่างไรก็ตาม AMP ไม่ได้เหมาะกับทุกเว็บไซต์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีหน้าเพจไดนามิก ต้องโต้ตอบกับผู้ชมอยู่ตลอด (เช่น เฟซบุ๊ก) หรือเป็นตัวกลางให้ผู้ชมสร้างเนื้อหา (นึกถึง pantip) แต่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ก็ควรจะพิจารณาใช้งาน AMP

(ภาพจาก https://www.semrush.com/blog/11-growth-tactics-for-your-ecommerce-business/amp/​)

แต่จากการวิเคราะห์ก็พบว่า มีคนใช้เพจ AMP เพียง 10.7% เท่านั้น ดังนั้น เว็บไซต์ส่วนใหญ่จึงเรียกได้ว่าพลาดมหันต์กับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนมือถือ หากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซปรับตรงนี้ อาจจะได้โอกาสที่เหนือกว่าคู่แข่งจากทราฟฟิกที่เกิดขึ้น

ในการทำ AMP ให้ประสบความสำเร็จอย่างเต็มพิกัด คุณควร

  • ดูข้อผิดพลาดและปัญหาเกี่ยวกับการใช้ AMP ที่พบมากที่สุด
  • ใช้ AMP ในหน้าสำคัญที่สุด สำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจำนวนมาก จะเป็นหน้าโฮมเพจและหน้าสินค้า
  • ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ล่าสุดของ AMP ที่หาได้ อย่าง amp-carousel ไปถึงไฮไลต์สินค้าหลาย ๆ อย่าง หรือ amp-video ที่เหมาะกับเนื้อหาวิดีโอบนมือถือ
  • สามารถเชื่อมลิงก์ AMP กับ Progressive Web App (PWA) เพื่อเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์โดยรวม คุณสามารถรวมหน้า AMP กับ PWA ด้วยเครื่องมืออย่าง amp-install-serviceworker

Max Prin หัวหน้าด้านเทคนิคการทำ SEO ที่ Merkel ได้แชร์ความเชี่ยวชาญในเรื่อง AMP ของเขาให้ฟังว่า

“หากถามว่า เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซควรใช้ AMP ไหม ถ้าคำตอบมีเพียง ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่’ ก็คงต้องตอบว่า ‘ใช่’ แต่ก็เหมือนกับหลาย ๆ สิ่ง มันขึ้นกับผู้ใช้ ทรัพยากร เป้าหมาย สถานะล่าสุดของเว็บไซต์ และอีกมากมาย ถ้าเว็บไซต์นั้นออกแบบได้แย่มากและยังโหลดช้า การใช้ AMP อาจจะเป็นทางแก้ที่ดี ก่อนที่จะมีการยกเครื่องเว็บไซต์เต็มรูปแบบ

“กรอบการทำงานของ AMP นั้นพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะฟีเจอร์ที่เหมาะกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ แต่อย่างที่ข้อมูลโชว์ว่ามีการใช้ที่ต่ำมาก

“ผมเชื่อว่า AMP มีค่า ถ้าจะทำให้ประสบการณ์บนเว็บไซต์ที่มีอยู่เร็วขึ้น โดยไม่ต้องสร้าง URL ใหม่ การรวม AMPกับ PWA บน URL เดียวกันสามารถสร้างการใช้งานที่เหมาะกับทั้ง search engine และผู้ใช้”

7. มี “ภาพ” ที่คุณภาพสูง เพิ่มยอดเซิร์ชและคอนเวอร์ชัน

ผู้ใช้อาจจะไม่ตัดสินใจซื้อ ถ้าเขาไม่ได้เห็นภาพสินค้าที่มีคุณภาพสูง ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับภาพเพื่อเปลี่ยนเป็นยอด conversion อย่างการสั่งซื้อสินค้าในที่สุด นอกจากนั้น ในเรื่องภาพหรือ visual ยังเป็นที่มาสำคัญของทราฟฟิกที่เข้ามาและรายได้ โดยการค้นหาภาพ คือ 21.8% ของการค้นหาบนเว็บ ซึ่งจำนวนนี้น่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการค้นหาภาพจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุผลทั้งหมดจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาพของคุณจะต้องได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงสุด โดยควร

  • ใช้ไฟล์ภาพ JPEG เนื่องจากเป็นไฟล์ที่มีคุณภาพสูงแต่ขนาดไม่ใหญ่
  • ใช้หลาย ๆ ภาพต่อสินค้า 1 ชิ้น สามารถเพิ่ม conversion ได้ รวมรูปภาพของคุณเอง แทนที่จะใช้ภาพจากแหล่ง stock photo เพื่อให้คุณโดดเด่นใน SERP
  • เพิ่มประสิทธิภาพแต่ละภาพให้ถูกต้อง ทุกภาพควรมีชื่อไฟล์และแคปชันที่ใช้คีย์เวิร์ดหลักของคุณ
  • รวมแผนผังไซต์สำหรับรูปภาพ เพื่อให้ Google สามารถรับข้อมูลเกี่ยวกับภาพที่คุณอัปโหลด
  • เพิ่มภาพสินค้าลงในข้อมูลที่เป็นโครงสร้างของหน้าสินค้า โดยใช้มาร์กอัป schema เพื่อให้รูปภาพของคุณแสดงบน SERP และการค้นหาที่เกี่ยวข้อง
  • รวม Alt Attribute ในทุกภาพ Alt Attribute เป็นข้อความที่ใส่ใน Image Tag มีไว้สำหรับใส่ข้อความอธิบายรูปภาพ ซึ่งพบว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซระดับท็อปประมาณ 15% พลาดการใช้แท็กนี้ ดังนั้นจงตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณเดี๋ยวนี้

8. อย่าลืมใช้ “Schema” เพื่อให้คนหาเว็บเราง่ายขึ้น

มาร์กอัป schema ช่วยให้คุณบอก Google และลูกค้าว่า คุณต้องการให้พวกเขารู้อะไรเกี่ยวกับสินค้าและเว็บไซต์ของคุณในภาพรวมอย่างรวดเร็ว

ใครที่ไม่ได้ใช้ schema ก็จะพลาดในเรื่อง CTR, ทราฟฟิก และฟีเจอร์ SERP ซึ่งมีถึง 47.88% ของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชั้นนำทีเดียว ส่วนจาก 52% ที่ใช้ schema มีอยู่ 44.96% ที่ใช้โพรโทคอล Open Graph

นอกจาก Open Graph ส่วนที่เหลือ 19.98% ใช้ Schema.org และใช้ Twitter Cards อยู่ 16.32% และหลาย ๆ เว็บไซต์ที่ใช้ schema หลาย ๆ แบบ

(ภาพจาก https://www.semrush.com/blog/11-growth-tactics-for-your-ecommerce-business/amp/​)

ในการปลดล็อก Schema แบบเต็มรูปแบบและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ คุณควร

  • เริ่มด้วยการมาร์กอัป schema สินค้าในเว็บไซต์ รวมถึงราคา, SKU, รายละเอียดสินค้า และรีวิว
  • ใช้ Structured Data Testing Tool เพื่อให้มั่นใจว่า schema ใหม่หรือที่ปรับใหม่ทั้งหมด ปลอดจาก error หรือข้อผิดพลาด
  • ระวังความเปลี่ยนแปลงบน Google เพราะสามารถ (และทำ) การเปลี่ยนกฎสำหรับประเภทของ schema แบบเฉพาะเจาะจงได้ ดังนั้นทุกครั้งที่คุณอัปเดตข้อมูล ต้องแน่ใจว่าคุณได้ทำตรงตามมาตรฐานในขณะนั้น
  • มีเครื่องมือที่สามารถสร้าง schema อัตโนมัติ อย่างฟังก์ชันพื้นฐานของ Woocommerce นอกจากนั้นคุณยังสามารถใช้เครื่องมือสร้าง schema อย่าง Schema Markup Generator
  • เพียงใส่ข้อมูลใน schema ที่พร้อมใช้งานบนหน้าเว็บไซต์ โดยคุณไม่สามารถลิสต์รีวิวบนเพจได้ ถ้าไม่มีฟีเจอร์รีวิว

Jason Barnard ที่ปรึกษาด้าน SEO ได้แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับมาร์กอัป schema ที่เป็นประโยชน์ว่า

“มาร์กอัป schema ทำให้เนื้อหาเว็บเพจที่คุณต้องการสื่อง่ายต่อการรวบรวมและค้นหา ไม่ว่าจะ Google หรือ Microsoft มันมีประโยชน์มากในการยืนยันความเป็นตัวคุณให้ชัดเจนว่า “คุณคือใครและต้องการเสนออะไร” เพราะเหตุนี้สิ่งนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

“รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณนำเสนอ มักจะยากสำหรับแมชีนที่จะสะกัดออกมาได้เองโดยอัตโนมัติจากเว็บไซต์ของคุณ การให้รายละเอียดที่แมชีนอ่านได้เลยเกี่ยวกับสินค้า ราคา ทางเลือกในการจัดส่ง ภาษี การผลิต ฯลฯ จะช่วยได้อย่างมากในหลาย ๆ ช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น SEO, Google, Shopping และ Search Ads ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

“มาร์กอัปแรกของคุณควรเป็น ‘เราคือใคร’ ในหน้า About Us ต่อไปคือ ‘สินค้าประเภทใดที่เราขาย’ ซึ่งรวบรวมในหน้าหมวดหมู่สินค้าของคุณ และสุดท้ายคือสิ่งที่จะทำให้เกิดการจับจ่ายคือ ‘สินค้าอะไร, สำหรับใคร, ราคาเท่าไร’ ซึ่งจะเป็นมาร์กอัปบนหน้าสินค้าของคุณ”

9. เข้าใจการชอปของลูกค้า ว่าใช้อารมณ์ หรือเหตุผล

ในการเพิ่มยอดขายให้ได้มากที่สุด สิ่งสำคัญคือ การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์และแคมเปญโฆษณาของคุณ ที่จะต้องเรียกร้องความสนใจทั้ง “นักชอปช่างวางแผน” และ “นักซื้อแล้วแต่แรงกระตุ้น”

การดึงดูดใจพวกจอมวางแผน คิดแล้ว ตรองอีก กว่าจะตัดสินใจซื้อ หมายถึง ต้องจัดให้มีข้อมูลเชิงลึกที่หลากหลายบนเว็บไซต์ มีหน้ารีวิว และสร้างความสัมพันธ์เท่าที่เป็นไปได้ ในทางกลับกัน ฝั่งคนที่ซื้อแบบต้องมีสิ่งกระตุ้น ต้องเน้นเรื่องอารมณ์เหนือเหตุผล การจับลูกค้ากลุ่มหลังนี้ลองพิจารณาใช้กลไกด้านอารมณ์ต่อไปนี้

กลไกด้านอารมณ์ที่นิยมใช้กัน

(ภาพจาก https://www.semrush.com/blog/11-growth-tactics-for-your-ecommerce-business/amp/​)

กลไกด้านอารมณ์ที่นิยมนำมาใช้มากที่สุดคือ ข้อเสนอ “จัดส่งฟรี” ซึ่งดึงดูดผู้ใช้เพราะมันช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้พวกเขาต้องรีบตัดสินใจก่อนพลาด ส่วน “เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ” และ “ชอปตอนนี้” คืออันดับ 2 และอันดับ 3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและการใช้เรื่องความเร่งด่วน

กระแสการชอปออนไลน์ที่โตขึ้นทำให้แรงกระตุ้นในการซื้อเกิดได้ง่ายขึ้น คุณแค่ใช้โฆษณาในเวลาที่เหมาะด้วยกลไกด้านอารมณ์ และอย่างที่บอกไว้ว่า ผู้ซื้อจำนวนมากเช่นกันที่ใช้เวลาหาสินค้านานขึ้น ดังนั้น คุณก็ต้องดึงดูดผู้ซื้อให้ได้ทั้งสองกลุ่ม

การดึงดูดลูกค้าทุกกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ คุณควร

  • ใช้กลไกด้านอารมณ์อย่าง “จัดส่งฟรี” สร้างความเร่งด่วนและเพิ่มแรงกระตุ้นในการซื้อซึ่งได้ผลกับผู้ซื้อที่ต้องการสิ่งกระตุ้น แต่ก็ได้ผลกับนักค้นหาสินค้าช่างวางแผนของคุณซึ่งรอดีลดี ๆ ด้วย
  • โพสต์ดี ๆ แต่เนิ่น ๆ หลาย ๆ ร้านแชร์ส่วนลดในเทศกาลลดราคาสินค้าประจำปีแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะทำให้นักชอปช่างวางแผนได้นำมาใช้ในการประเมินว่า ดีลไหนดีสุดสำหรับพวกเขาและช่วยให้พวกเขาตัดสินใจซื้อได้
  • จำไว้ว่า แม้แต่ “นักซื้อแล้วแต่อารมณ์” ก็มักค้นข้อมูลเบื้องต้นก่อน ในเทศกาลลดราคา ก็พวกเขาก็ค้นหาข้อมูลอย่างรวดเร็วเพื่อดูว่าใครให้ดีลที่ดีที่สุด ดังนั้น การโพสต์ข้อมูลที่ชัดเจนจะเอาชนะใจลูกค้าได้

Joel Bondorowsky ผู้ก่อตั้ง PPC Designs ได้แชร์ข้อมูลเชิงลึกถึงพฤติกรรมลูกค้าว่า

“นักซื้อแล้วแต่แรงกระตุ้น และนักชอปช่างวางแผน ต่างก็มีภาะจิตใจที่แตกต่างกัน โฆษณาและคำที่ใช้ในการขาย อาจจะได้ผลกับกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่ได้ผลกับอีกกลุ่ม

นักชอปช่างวางแผนจะอยู่ล่างสุดของกระบวนการตัดสินใจพร้อมจะซื้อ คนเหล่านี้รู้ว่าอะไรที่เขาต้องการ ซึ่งจะตอบสนองดีที่สุดต่อโฆษณาที่สะท้อนตัวสินค้าอย่างชัดเจน กระบวนการขายที่ไม่ซับซ้อนจะช่วยเพิ่มความมั่นใจต่อลูกค้าในการได้รับสิ่งที่เขาต้องการ และเพราะมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะซื้อสินค้าที่เฉพาะเจาะจง พวกเขาก็สามารถกำหนดให้เป็นเป้าหมายในการยิงโฆษณาได้ตรงเป้าที่สุด การโชว์ display adsบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้าก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผล

“ตรงกันข้ามกับนักซื้อแล้วแต่แรงกระตุ้น ที่ไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาถูกชักจูงได้ง่ายให้ซื้อ แม้แต่สิ่งที่พวกเขาอาจไม่ต้องการ บ่อยครั้งที่พวกเขาอยู่ในจุดสูงสุดของกระบวนการตัดสินใจ (ลำดับแรกที่สนใจหรืออยากได้สินค้า) ข้อความโฆษณาที่ทำให้อยากรู้และกระตุ้นความสนใจใช้ได้ผลกับคนกลุ่มนี้ อย่าง “Sales” เป็นข้อความที่จะเปลี่ยนจากความสนใจเป็นความอยากได้ขึ้นมา พวกเขาเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีเยอะและทราฟฟิกของกลุ่มนี้ก็ถูกกว่า สามารถใช้แอดบนโซเชียลมีเดียหรือ display ads ที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเป็นใครตามข้อมูลเดโมกราฟิก และอะไรคือสิ่งที่พวกเขาสนใจ”

10. เลือกโมเดล attribution ดูแหล่งที่มาของคลิกให้ตรงจุด    

กระบวนการซื้อของลูกค้ามักจะซับซ้อนกว่าการเห็นโฆษณาชิ้นเดียว แล้วไปที่เว็บไซต์เพื่อสั่งซื้อเลย เพราะพวกเขาอาจจะต้องเห็นโฆษณาหลาย ๆ ตัว เข้าไปเช็กเว็บไซต์หลาย ๆ ครั้ง และอาจลงทะเบียนด้วยอีเมลไว้ก่อน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญในการตัดสินใจเลือกโมเดล attribution ซึ่งจะช่วยประเมินได้ว่า จุดใดที่ทำให้ลูกค้าให้ความสนใจกับเว็บไซต์ของเราจนเกิด conversion ที่นำไปสู่การตัดสินใจซื้อในที่สุด

แน่นอนว่า ไม่มีคำตอบที่ ‘ใช่’ ไปเสียทั้งหมด อย่างไรก็ดีคุณก็จำเป็นต้องเลือก ซึ่งโมเดลที่ประเมินในคลิกสุดท้าย (last-click model of attribution) มักจะนำมาใช้กัน แต่มันก็ไม่ได้น่าเชื่อถืออย่างแท้จริง เพราะมีอีกหลายจุดที่มาก่อนและส่งผลต่อ conversion ซึ่งไม่ได้นำมานับ

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก็คือให้ใช้โมเดล attribution ที่สามารถระบุจุดที่ลูกค้าเข้าถึงได้หลายจุดแทนที่จะเป็นจุดเดียว ซึ่งโมเดลแบบ Linear หรือ Position Based อาจเป็นตัวเลือกที่ดี คนที่ใช้ Google Ads นั้นสามารถเข้าถึง DDAM หรือ Data-Driven Attribution Model ได้ โดยเป็นโมเดลที่มีความลื่นไหล แบ่งส่วนค่าแต่ละ conversion ได้ สอดคล้องกับลักษณะของลูกค้า โดย Google รายงานว่า DDAM ช่วยให้ค่า conversion เที่ยงตรงได้มากขึ้นถึง 15%

หากคุณต้องการประเมินผลสำหรับการทำการตลาดและแคมเปญ PPC (Pay Per Click คือ การลงโฆษณาบนหน้าผลการค้นหากับ search engine) ที่ทำงานอย่างได้ประสิทธิภาพ คุณควร

  • เลือกโมเดล attribution ที่ใช่ ใช้โมเดล Linear หรือ Position Based ที่เข้าถึงแอ็กเคาต์ได้หลายจุด
  • ใช้ประโยชน์จาก DDAM สำหรับ Google Ads ถ้าทำได้ เพราะมันลื่นไหลและจะแม่นยำมากขึ้น
  • เมื่อเลือกรูปแบบ attribution ใด ก็ให้ดูผ่านการวิเคราะห์ที่คุณได้ตั้งค่าไว้ หากต้องการคำตอบที่ดีที่สุด คุณอาจต้องทดสอบหลาย ๆ โมเดล เพื่อดูว่าโมเดลไหนที่ช่วยคุณเข้าใจข้อมูลเหล่านั้นได้

Elliot Kemp จาก Hanapin Marketing มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมายเกี่ยวกับการเลือกโมเดล attribution ที่ใช่

“ลูกค้าของ Hanapin ส่วนใหญ่ใช้โมเดล attribution ที่ไม่ใช่ดูแค่จากคลิกสุดท้าย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดี

“ตัวเลือกที่ดีที่สุด และสิ่งที่ผู้ลงโฆษณาต้องการเพิ่มมากขึ้นคือ โมเดล data-driven สิ่งนี้จะช่วยแบ่ง conversion ระหว่างแคมเปญที่เกิดขึ้น Data-Driven Attribution หรือ DDA ต้องการอย่างน้อย 600 conversion ในช่วงเวลา 30 วันถึงจะผ่าน

“สำหรับโมเดล Linear และ Position Based ก็ดูมากกว่าการคลิกครั้งสุดท้าย ซึ่งเข้าถึงง่ายสำหรับผู้ลงโฆษณารายเล็ก ๆ ทำให้มองเห็นภาพรวมของ conversion ซึ่งโมเดล Linear จะแบ่งหรือหาร conversion อย่างเท่าเทียมกันระหว่างการคลิกทั้งหมด ในขณะที่ Position Based จะให้ 40% สำหรับ conversion จากคลิกครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ส่วนที่เหลือ 20% คือกระจายไปในการคลิกระหว่างนั้น

“โมเดลทั้งสองนี้มีข้อจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับ DDA เนื่องจาก DDA สามารถกำหนดสิ่งที่เป็นเฉพาะแอ็กเคาต์ของคุณโดยหารทุก ๆ conversion และสุดท้าย เมื่อเลือกโมเดล attribution สำหรับลูกค้าแล้ว ลูกค้าก็จะเข้าใจภาพรวมและภาพที่แท้จริงสำหรับประสิทธิภาพของแคมเปญที่กำลังโปรโมตอยู่”

11.  เกาะกระแสอีเวนต์โลก ให้เป็นยอดขาย

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีโอกาสอย่างเหลือเชื่อในการใช้ประโยชน์จากอีเวนต์การแข่งขันกีฬาระดับใหญ่ ๆ คนจะใช้จ่ายเงินมากขึ้นกับสินค้าที่ปกติพวกเขาจะไม่ซื้อกัน

ตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมเช่นฟุตบอลโลกปี 2014 ตลอดการจัดงานที่บราซิล ทำให้ยอดขายอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้น 27% ส่งผลให้เศรษฐกิจของบราซิลมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 16,600 ล้านดอลลาร์ ยิ่งกว่านั้น เยอรมนีก็เห็นยอดกิจกรรมอีคอมเมิร์ซที่โตขึ้น 75% ในช่วงหลังจากได้แชมป์ฟุตบอลโลก

แล้วทำไมจะไม่ใช้ประโยชน์จากอีเวนต์เหล่านี้ มีเทคนิคอะไรบ้างที่คุณสามารถนำใช้ได้

  • แคมเปญโฆษณาที่มีการวิจัยและกำหนดเป้าหมายจะช่วยให้คุณโดดเด่นขึ้นมา และนำไปสู่ conversion ที่มากขึ้น ต้องแน่ใจว่าคุณได้รวมเอาคีย์เวิร์ดและคำที่เกี่ยวข้องที่ใช้กันในอีเวนต์นั้น ๆ และนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องซึ่งมีประสิทธิภาพในการขายอย่างสูง
  • บริการส่งฟรีและเร็ว จะช่วยให้คุณอยู่ในการแข่งขันนี้ได้ และจะทำให้คุณได้ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อในนาทีสุดท้าย
  • แนะนำสินค้าเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ โดยในส่วนที่นำเสนอสินค้าให้โชว์สินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งคนที่เข้ามาดูอาจจะอยากได้เพิ่มเติมอีก ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ลูกค้าซื้อได้มากกว่าหนึ่งอย่าง
  • ใช้โปรโมชันเพิ่มเติมกับคนที่ซื้อมาก ๆ เช่น เสนอดีลอย่างพิมพ์ชื่อ/หมายเลขฟรีบนสินค้าที่เขาซื้อเป็นชุด ๆ
  • สร้างความรู้สึกเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นยอดขายให้มากขึ้น เพราะถ้าโดนเร่ง คนซื้อจะคิดน้อยมากขึ้น และส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อด้วย ตัวอย่างเช่น การตั้งค่าเวลาแบบนับถอยหลัง หรือโชว์สต็อกสินค้าที่น้อยลงเรื่อย ๆ เพื่อบอกว่าของมันจะหมดแล้วนะ

David Sayce ที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิทัลและผู้อำนวยการ  South East London Chamber of Commerce ได้แชร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านเทคโนโลยีและความคาดหวังของผู้ซื้อสินค้า ขณะที่ยอดขายออนไลน์โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอดขายออฟไลน์ก็ยังอยู่ในสัดส่วน 82% ของยอดขาย (อ้างอิงจาก ONS) สิ่งนี้สะท้อนว่า มีผู้บริโภคออนไลน์มากกว่าที่เคยเป็นมา และกำลังซื้อโดยรวมก็สูงขึ้นด้วย

“เมื่อพฤติกรรมของคนซื้อและความสัมพันธ์กับแบรนด์เปลี่ยนไป โดยต้องการความคล่องตัวและรวดเร็ว สำหรับอีเวนต์อย่างกีฬาที่คุณกำหนดเป้าหมายจากฐานแฟนคลับ ก็ให้ดูถึงผลลัพธ์ที่เป็นไปได้และวิธีการที่คุณจะเข้าไปเกี่ยวข้องและสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวกับพวกเขา

“ขณะที่ธุรกิจต่าง ๆ ตระหนักว่า พวกเขาจะต้องผสานช่องทางดิจิทัลเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า แต่ก็น้อยนักที่จะรู้ว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเร็วเพียงใดและต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรให้ทัน หรือแม้แต่ต้องใช้อะไรบ้างที่จะทำให้การเปลี่ยนนี้ประสบความสำเร็จ

“เมื่อผู้ซื้อสินค้ามีอำนาจมากขึ้นในการเลือกว่าที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร ที่จะไปเกี่ยวข้องด้วย พวกเขาอาจจะเลือกองค์กรที่มีขนาดเล็กลงเพราะเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมมากกว่า และคนรุ่นใหม่ก็อาจจะไม่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์เหมือนอดีต มันคือการปรับเปลี่ยนของรูปแบบธุรกิจและลักษณะการดำเนินงานที่ต้องผ่านการทดสอบในช่วงเวลาแห่งยุคดิจิทัล”

ข้อมูลเหล่านี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณไม่มากก็น้อยในการพัฒนาและปรับปรุงการตลาดดิจิทัล ตลอดจนกลยุทธ์พัฒนาเว็บไซต์ของคุณให้ก้าวไปข้างหน้าในปี 2562 นี้

ที่มา: semrush.com