the coronation of king rama x
email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 04.01.2019 (6 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 17.07.2019 | อ่าน 1496

One-Man Business เปลือยเทคนิค ลุยตลาดออนไลน์


6 เทคนิคของชายผู้สร้างธุรกิจคิดใหม่เรื่องบิกินี 10 เทคนิคลุยธุรกิจที่โตจากคนคนเดียว และ 3 เทคนิคเอาชนะความโดดเดี่ยว

1. 6 เทคนิค One-Man Business กับชายผู้สร้างธุรกิจคิดใหม่เรื่องบิกินี

หญิงสาวหลายคนที่อยากสวมใส่บิกินีในช่วงวันหยุดมักจะหนีไม่พ้นความหงุดหงิด
...ชุดบอบบางเกินไปที่จะออกไปทำอะไรอื่น นอกจากนั่งนิ่ง ๆ บนเก้าอี้
...จะเลือกชุดที่อินเทรนด์สุด ๆ แต่เสี่ยงสูงจากความไม่คุ้นเคย หรือ
...สนุกและผ่อนคลายมากกว่า แต่ชุดแฟชั่นจ๋าน้อยกว่า

จากเสียงบ่นของน้องสาวเรื่องชุดว่ายน้ำทูพีซ ทำให้ John Moran หนุ่มวัย 25 เจ้าของแบรนด์ชุดว่ายน้ำ Vaya Island เห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจออนไลน์ขายชุดบิกินี ที่ทั้งสปอร์ตและมีสไตล์  

เขาริเริ่มธุรกิจด้วยตัวคนเดียว หรือ one-man business ในหอพักนักศึกษา ขณะกำลังเรียนด้านธุรกิจและการตลาดที่ Merrimack College เมื่อปี 2557 โดยใช้เงิน 700 ดอลลาร์ (ประมาณ 22,000 บาท) ที่เขาสะสมจากการทำงานที่สนามกอล์ฟ 

ในปี 2561 ที่ผ่านมา Moran สร้างรายได้ 500,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 16,000,000 บาท) ไปแล้ว 

เขาบอกว่า เขาทำงานด้วยความสนุก เมื่อได้ทำอะไรที่รัก งานจะหนักแค่ไหน ถ้าได้เริ่มแล้ว มันก็เหมือนลูกของเรา

แล้วเขามีเคล็ดลับอะไรบ้าง

 
1. เริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ในมือ

Moran เริ่มขายเคสมือถือที่มีรูปถ่ายฝีมือเขา กับคนที่มาเดินชายหาดที่แหลมเคปค้อด (Cape Cod) ในปี 2557 ไม่ไกลจากที่เขาเรียนอยู่ แล้วก็ขยับไปขายเครื่องประดับที่ทำจากวัสดุริมหาดบนเว็บไซต์ในปี 2558-2559 เพราะลุงของเขาทำร้านเล็ก ๆ ที่ผลิตและขายเครื่องประดับเงิน เขาจึงคุ้นเคยกับอุตสาหกรรมนี้และรู้สึกมั่นใจในการออกแบบของเขา

แม้พื้นฐานจากครอบครัวจะทำให้เขาได้เปรียบ Moran ก็สร้างธุรกิจด้วยเงินตัวเอง และก็ต้องการที่จะต่อทุนอันจำกัดให้ธุรกิจไปต่อได้ คำสั่งซื้อเครื่องประดับ เพียงครั้งละ 20-30 ชิ้นในเวลานั้น ทำให้เกิดกระแสเงินสดพอจากการขายบนเว็บไซต์ เขาได้เงิน 30,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 960,000 บาท) ในปีแรก และ 45,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,450,000 บาท) ในปีที่สอง โดยใช้การโฆษณาบนโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรม (Instagram) เพื่อให้เกิดกระแส

2. ฟังคนอื่น ทำให้ลูกค้าพอใจ

เมื่อ Moran ทำโพลล์กับลูกค้าว่า ต้องการให้เขาทำอะไรต่อ พวกลูกค้าโหวตให้เขาทำ "บิกินี" 

ปัญหาคือ "เขาไม่รู้วิธีออกแบบ"

เขาจึงเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยสั่งบิกินีมา 14 หรือ 15 ตัวอย่างจากซัพพลายเออร์ใน Alibaba มาร์เก็ตเพลสยักษ์ใหญ่สำหรับผู้ผลิต แล้วเขาก็ขอให้ผู้หญิงที่วิทยาลัยเขาลองกันดู ว่าแบบไหนที่เหมาะกับพวกเขา และก็พบว่า หาที่เหมาะไม่เจอเลย

"ชั้นต้องการบิกินีที่นุ่มและใส่สบายจริง ๆ" น้องสาวของเขาได้ลองเหมือนกัน และก็ไม่ชอบเลยสักชุดเหมือนคนอื่น

หลังผ่านซัพพลายเออร์ไป 15 เจ้า เขาก็ได้รายที่เหมาะและมีคุณภาพตามที่ต้องการ "ใน Alibaba ก็เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร" เมื่อได้รายที่ถูกใจแล้ว ก็เริ่มเดินหน้าการผลิต ด้วยแบบสเก็ตช์ของเขา

Moran จ้างบริษัทแห่งหนึ่งในฮาวาย ออกแบบภาพพิมพ์ลายชุด เพื่อให้แน่ใจว่ามันใช้ได้ เขาก็เลือกแบบที่คาดว่าจะขายได้มาโพสต์บนอินสตาแกรมของเขา และขอให้ลูกค้าโหวตแบบที่ชอบ ซึ่งทำให้เขาได้สินค้าที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง "มันทำให้ผมมั่นใจมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากการเจ๊งได้" ที่สำคัญคือ นี่คือวิธีคอนเน็กต์กับลูกค้าที่ดีจริง ๆ

เมื่อบิกินีชุดแรกของเขาขายหมดในปี 2560 เขาก็เอาเครื่องประดับทั้งหมดที่เหลืออยู่มาเซลลดราคา "เพราะบิกินี ได้ยึดเว็บไซต์ทั้งหมดไว้แล้ว"

ไม่ง่ายเลยที่จะปล่อยวางธุรกิจตั้งต้นของเขาไป "นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยากสำหรับผม" Moran บอก "เหมือนติดกับเครื่องประดับและลิขสิทธิ์จากการออกแบบมากมาย"

อย่างไรก็ตาม เมื่อผลตอบรับตลาดเป็นจริงและตระหนักในเซนส์ทางธุรกิจที่จะให้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ ก็ช่วยให้ธุรกิจบิกินีที่เริ่มต้น สร้างรายได้ให้เขาถึง 110,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,540,000 บาท) ในปี 2560

 

3. ฉายสปอตไลต์ไปที่ลูกค้า

มอตโตของบริษัทเขาคือ "ใช้ชีวิตง่าย ๆ และมองอะไรให้เป็นบวก" ได้นำมาใช้กับภาพลูกค้าที่นำเสนอตัวเองในชุดที่ Moran ออกแบบ เมื่อเขาโพสต์ ก็มีคนส่งภาพมามากขึ้น "เหมือนปฏิกิริยาสโนว์บอลล์" (การเริ่มอะไรสักอย่างจากจุดเล็กๆ จนขยายไปใหญ่โตขึ้น) ขณะเดียวกัน Moran ก็จ้างช่างภาพในบาหลีและแหล่งท่องเที่ยวชายหาดอื่น ๆ เพื่อถ่ายนางแบบที่สวมใส่บิกินีและโพสต์กันต่อในฟีด

เป้าหมายของเขาคือการโตขึ้นของแบรนด์ไลฟ์สไตล์ แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินให้คลิก และค่อย ๆ เปิดตัวโปรแกรม "แอมบาสซาเดอร์" หรือทูตของแบรนด์ ซึ่งคนที่เป็นแฟนตัวยงจะได้เห็นภาพสินค้าใหม่ล่าสุดก่อนใครและรับส่วนลด 30% เมื่อตัดสินใจซื้อ "มันคือคลับพิเศษที่จะแนะนำสไตล์ใหม่ ๆ และคนจะชอบเรื่องส่วนลด ชอบที่จะแชร์ ชอบที่จะเป็นทูตของ Vaya Island"

นอกจากนั้น เขายังสร้างแฮชแท็ก #goliveeasy เพื่อดึงดูดลูกค้ารายอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน เพื่อสร้างชุมชนของเขาขึ้นบนอินสตาแกรม
4. ใช้ influencer ให้มากที่สุด

เมื่อสังเกตว่า ผู้มีอิทธิพลต่อสาธารณะหรืออินฟลูเอ็นเซอร์ (influencer) ด้านแฟชันโตขึ้นเรื่อย ๆ บนอินสตาแกรม Moran ก็เข้าหาอินฟลูเอ็นเซอร์ที่กำลังมาแรงและเสนอที่จะส่งชุดฟรีแลกกับการโพสต์ 

สำหรับอินฟลูเอ็นเซอร์ที่เป็นรู้จักซึ่งมีผู้ติดตาม 200,000-1,000,000 ทาง Moran ก็ยอมจ่ายเพื่อให้เขาโพสต์ ซึ่งเขาก็เข้าใจ เพราะเป็นวิธีทำมาหากินของคนที่มีชื่อเสียง

เขาต้องเลือกอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ทุนที่จำกัดอย่างเสียเปล่า โดยใช้เงินระหว่าง 1,000-9,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 32,000-290,000 บาท) ต่อโพสต์ ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของคนที่ใช้ และก็จำกัดไว้แค่ 500 ดอลลาร์ (ประมาณ 16,000 บาท) สำหรับโพสต์ที่เขาจ่ายค่าโฆษณาเอง

บางครั้ง ชุดบิกินีก็ไม่ได้อินกับคนที่ติดตามใครบางคน คนที่มีฟอลโลเวอร์ 1 ล้านคนก็อาจไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมได้เท่ากับคนที่มีฟอลโลเวอร์ 40,000 ราย

ไม่เพียงใช้การตลาดด้วยอินฟลูเอ็นเซอร์ การโฆษณาบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมก็ได้ผล หากมีคูปองโค้ด แล้วก็มักเป็นการลงทุนที่ดี "ถ้าผมใช้เงิน 1,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 32,000 บาท) ต่อเซตโฆษณา ผมก็จะสามารถเห็นว่า ผมทำไปได้เท่าไรเมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ และเห็นทราฟฟิกที่สูงขึ้นบนเว็บไซต์ของผม"

5. อย่าฉายเดี่ยว ทำเองทุกอย่าง

Moran ใช้ศูนย์ฟูลฟิลเมนต์สต็อกสินค้าและส่งของให้จากโกดังสินค้า เขาจะได้ออร์เดอร์ 80-100 ออร์เดอร์ต่อวัน การเอาต์ซอร์สทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น "มันทำให้ผมมีอิสระที่จะโฟกัสในเรื่องการเพิ่มยอดขายหรือการเจรจาข้อตกลงกับพวกอินฟลูเอ็นเซอร์"

นอกจากนั้น เขาก็ยังคิดจะจ้างทีมที่จะช่วยในเรื่องออร์เดอร์ แต่เพราะมันยังอยู่ในช่วงกำลังโต เป็นการดีที่สุดที่จะคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่โดยทำเองไปกอ่น อย่างไรเสียเขาก็ได้ประโยชน์จากเอาต์ซอร์สเหมือนกับมีลูกจ้างเหมือนกัน

6. โฟกัส กับสิ่งที่ทำ

แม้ธุรกิจนี้ไปได้ดีเกินคาด แต่เขาก็เผชิญกับช่วงฟุ้งและจิตตกเช่นเดียวกับผู้ประกอบการหน้าใหม่รายอื่น เขาบอกว่าการทำธุรกิจคนเดียว "เราต้องกุมชะตาชีวิตของเราด้วยการยอมรับอะไรหลาย ๆ อย่าง"

เมื่อเกิดอะไรผิดพลาด เขาต้องบอกตัวเองว่า "อย่าไปจมปลักกับมัน ผมต้องก้าวต่อไป และใช้มันเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานอย่างหนัก"

เมื่อพบอุปสรรค ก็บอกตัวเองว่า "ผมต้องพักงานไว้ ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะ" แล้วก็แวะไปยิมหรือไปวิ่งเพื่อรีชาร์จตัวเอง "ผมพยายามเคลียร์ทุกเรื่องในหัว ก่อนกลับไปเผชิญกับมัน บ่อยครั้งที่มันได้ผล"

ด้วยความคิดหรือ mindset ที่ตั้งไว้ในใจว่า ธุรกิจของเขายังจะต้องไปต่อ

2. 10 เทคนิคสร้างเงินล้านที่นักธุรกิจทำคนเดียวเขาใช้กัน

ทาง Forbes ยังได้รวบรวบมุมมองของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ไปสู่เจ็ดหลัก บนเวทีชื่อว่า Build YOUR Million-Dollar, One-Person Business”เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา โดยสามารถสรุปได้เป็น 10 ไอเดียคือ

1. ใช้เครื่องมือดิจิทัลพิสูจน์ลางสังหรณ์

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการใช้เครื่องมือพิสูจน์สิ่งที่เราคิด หากจะเริ่มต้นธุรกิจอะไรสักอย่าง เราสามารถใช้

  • Google Trends เพื่อระบุคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าจะใช้เพื่อหาสินค้าที่คล้ายของเรา และเช็กดูว่ามันจะนำไปที่ไหนบ้าง
  • A/B Testing เป็นวิธีเปรียบเทียบหน้าเว็บที่แตกต่างกัน เพื่อดูว่าผู้เข้าชมจะตอบสนองอย่างไร

เมื่อเกิดความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาด เราจะได้เลี่ยงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

2. หาตลาดนิชที่แตกต่างและแข่งขันน้อย

หลีกเลี่ยงตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยหาธุรกิจที่แตกต่าง และเมื่อทำการตลาดก็ใช้สื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยรูปแบบเนื้อหาที่โดดเด่น

3. ให้คนอื่น ๆ มีความสุขคืออันดับ 1

เป็นเรื่องดีที่สร้างธุรกิจจาก passion หรือความปรารถนาอย่างแรงกล้าของเรา แต่มันจะเติบโตไปสู่ระดับล้านขึ้นไปได้ มันไม่ใช่แค่ตอบสนอง need ของเราเท่านั้น แต่ต้องสามารถให้ความสุขกับคนอื่นหรือแก้ปัญหาให้คนอื่นได้อย่างแท้จริงด้วย และเมื่อธุรกิจนั้นโตขึ้น การหาทีมงานหรือผู้ร่วมงาน ก็ต้องแน่ใจว่าพวกเขาจะมีความสุขเช่นเดียวกับลูกค้าของเราด้วย

4. ใส่ใจกับรีวิว

ในยุคที่มีเกรียนป่วนอินเทอร์เน็ตเต็มไปหมด นอกจากเราต้องมีวิจารณญาณในการฟังหูไว้หูแล้ว ก็ควรใส่ใจกับฟีดแบ็กของลูกค้าอย่างใกล้ชิด และมองว่านี่คือแหล่งข้อมูลชั้นดีในการรับฟังสิ่งที่เขาแนะนำหรือต้องการ เพื่อนำไปปรับปรุงการบริการหรือสินค้าของเรา ยิ่งถ้าไม่มีการเทสต์หรือทดสอบทางการตลาดเลย ทุกสายที่โทร.เข้ามา และทุกความคิดเห็นที่ส่งเข้ามาจะยิ่งมีประโยชน์มาก  

5. ต้องทุ่มเทเมื่อลาออกจากงานประจำแล้ว

เมื่อรายได้ของธุรกิจเสริมเข้าสู่เลขหกหลัก นักธุรกิจหน้าใหม่ก็มักจะผละออกจากงานประจำ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าตัวเองฟลุ๊กอยู่ แต่เมื่อลาออกจากคอมฟอร์ตโซนแล้ว ก็ต้องโฟกัสที่ธุรกิจของตัวเองอย่างจริง เลิกคิดแบบพนักงานประจำที่ต้องทำงาน 8 ชม. มีวันลา มีวันป่วย แต่ต้องลุยเพื่อให้การทำธุรกิจเต็มตัวของเราเป็นมากกว่ารายได้เสริม และจำเอาไว้ว่า “ไม่มีใครมาทำธุรกิจนี้เพื่อเรา” นอกจากเราต้องทำเพื่อตัวเอง

 

6. เรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลที่จำเป็น

เรียนรู้และทำความเข้าใจกับระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อนำมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจของเราเดินไปข้างหน้า อย่างการโฆษณาบนเฟซบุ๊ก กูเกิล หรือบริการวิจัยออนไลน์ที่จะมาช่วยวิเคราะห์ลูกค้าและวางแผนการตลาดให้เรา การรู้เรื่องพวกนี้นั้นจำเป็น เมื่อถึงคราวเราต้องจ่ายเงินในการโฆษณาหรือใช้เอาต์ซอร์สมาช่วยงานเรา

7. ทุ่มเทให้ผู้ร่วมงานเข้าใจงานสำคัญ

ลองดูว่างานไหนสำคัญที่สุดเพื่อวางแนวทางที่ดีที่สุดในการทำให้มันสำเร็จ แล้วก็จัดทำเป็นเอกสารที่จะส่งต่อให้คนอื่นมาช่วยได้ อย่างคู่สัญญาของเราที่จะมาช่วยรับงานไปทำต่อ นอกจากทำเป็นเอกสาร ก็อาจจะทำเป็นคลิปสั้น ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นก็ได้

8. ผ่อนบ้างในเรื่องที่ไม่ซีเรียส

คงไม่จำเป็นที่เราจะต้องคุมบังเหียนทุกงานทุกเรื่อง บางเรื่องที่ไม่สำคัญต้องปล่อยให้เอาต์ซอร์สไปดูแลบ้าง แม้แต่พนักงานของเรา เมื่อเราเทรนพวกเขาแล้ว ก็ต้องปล่อยให้พวกเขามีอิสระในสิ่งที่พวกเขาจะช่วยเราเช่นกัน หรือกำหนดเป้าไปเลยก็ได้ เช่น พอรายได้ถึง 1 ล้าน เราจะยอมใช้เอาต์ซอร์สมาช่วย

9. ใหม่ สด เสมอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าและบริการที่มักถูกก๊อปปี้บ่อย ๆ ความสร้างสรรค์จำเป็นต้องมีอยู่ตลอดเวลา การมีงบสำหรับการวิจัยและพัฒนาก็ต้องเผื่อไว้

10. เชื่อมสู่สังคม

การเติบโตเดี่ยว ๆ นั้นทำง่าย แต่การมีส่วนร่วมกับสังคมที่เราอยู่หรือการคิดที่จะตอบแทนสังคมบ้าง ทำให้ธุรกิจของเรามีความหมายมากยิ่งขึ้น

3. 3 เทคนิคลุยแบบโซโล่ เอาชนะความโลนลี่

เมื่อตัดสินใจว่าจะออกมาลุยเดี่ยวทำธุรกิจออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ เป็นของตัวเอง ความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเจอ โดยเฉพาะกับคนที่เคยเป็นพนักงานในออฟฟิศมาก่อน คือ ความโดดเดี่ยว ที่อาจจะนำเราไปสู่ความเปล่าเปลี่ยว หดหู่ จิตตก จนพาธุรกิจย่ำแย่ได้

แล้วอะไรบ้างที่ผู้เชี่ยวชาญอยากจะบอกเรา ให้ต่อสู้กับปีศาจแห่งความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น และทำให้เราแน่ใจว่า ความเป็นฟรีแลนซ์ที่ทำธุรกิจอย่างอิสระนี้ ได้มอบชีวิตที่สมบูรณ์ให้เราแล้ว

1. "รักตัวเอง ดูแลตัวเอง" ให้แกร่งทั้งกายและใจ

เราปฏิเสธความเป็นสัตว์สังคมของเราไม่ได้ เมื่อได้เวลาที่มีค่าแต่เงียบเหงาเข้ามา นั่นคือความท้าทาย แถมยังคาดเดารายได้ไม่ได้อีก ง่ายมากที่ความทุกข์ทางใจจะกล้ำกรายเข้ามา เพราะฉะนั้น จงสตรองและรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ และไม่ยอมจ่อมจมปล่อยให้ตัวเองป่วยไข้หรือมีปัญหาทางใจเด็ดขาด ในเรื่องรายได้ ก็ต้องหาหลักประกันเพื่อป้องกันภัยพิบัติทางการเงินไว้ด้วย

ถ้าเราดูแลตัวเองดี ลูกค้าหรือคู่ค้าก็อยากซื้อสินค้า/บริการ หรือทำกิจการร่วมกับเรา แต่หากเราแสดงความอ่อนล้า เหนื่อยหน่ายให้ใครเห็น ใครล่ะอยากจะเข้าหา

2. "ทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นกิจวัตร" อย่ามองว่ามันคือศัตรูแห่งความสร้างสรรค์ แต่มันคือกำลังขับดันสู่ความสำเร็จ

ยกตัวอย่างเช่น หากรายได้เรามาจาก 2 ทาง คือ การตัดต่อ และการเขียนคำโฆษณา แล้วช่วงเวลาที่เราคิดคำดี ๆ ได้ คือตอนเช้า เราก็สามารถจัดตารางเวลาว่า คิดคำ ทำตอนเช้า ตัดต่อ ทำได้ทั้งวัน หรือว่า หากส่วนหนึ่งของความสำเร็จในธุรกิจของเราคือการสร้างเน็ตเวิร์ก แล้วเราก็พบว่าวันศุกร์คือวันดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ เราก็จัดเวลาสำหรับการพบปะผู้คน สังสรรค์กันยามเที่ยง หรือกินกาแฟกันยามบ่าย สำหรับวันศุกร์ไว้เลย ส่วนวันที่เหลือคือการเต็มที่กับงาน

การทำทุกสิ่งให้เป็นกิจวัตรหรือรูทีนแบบนี้ คือแผนกลยุทธ์ที่ช่วยให้เรา สามารถต่อสู้กับความเหงาที่เข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. "ไปโคเวิร์กกิง" บางแห่งอาจต้องยอมจ่ายค่าเช่าบ้าง แต่คิดซะว่า ใช้เงินต่อเงิน

Co-working spaces ช่วยให้เราพบปะคนที่เป็นแรงบันดาลใจ คุยกันเรื่องความท้าทาย และเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนคอเดียวกัน อาจจะต้องจ่ายค่าเช่าบ้าง แต่ก็ต้องมองไปถึงผลที่ได้มากกว่า ถ้าไม่ไหว ก็อาจจะไปน้อยหน่อย แล้วลองหากลยุทธ์อื่นที่จะช่วยธุรกิจได้ อย่างไรก็ดี ก็ต้องใช้เงินทำงานเพื่อต่อเงินบ้าง

นอกจาก 3 เรื่องนี้ อะไรอีกที่มีผลต่อการเป็นอยู่ที่ดีของวิถีฟรีแลนเซอร์?

"ระวังใจ เมื่อใช้โซเชียลมีเดีย" คนที่ใช้เพื่อสร้างแบรนด์ก็ให้ตระหนักอยู่เสมอว่า เราใช้ให้เป็นประโยชน์ในเรื่องนี้ เพื่อให้ธุรกิจของเราโต แต่ไม่ได้ใช้เพื่อไปสอดส่องดูสิ่งที่คนอื่นทำ จนนำมาสู่ความจิตตก ไม่พึงพอใจในตัวเราเอง เพราะเราไม่โตได้เท่าเขา

มองทุกอย่างให้เป็นบวก แล้วเราจะมีความสุข

ที่มา: ForbesForbesEntrepreneur