email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 02.12.2016 (7 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 25.06.2017 | อ่าน 2601

Tomorrow's e-Commerce 4.0


Local e-Marketplace จะอยู่อย่างไร ยุคที่ e-Marketplace ต่างชาติ รุกหนักตลาดเอเชีย

ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมูลค่าของอีคอมเมิร์ซเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดค้าปลีก อยู่ที่ประมาณ 1% แต่แนวโน้มนั้นกำลังจะโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะขึ้นไปถึง 7% นั่นหมายถึง มูลค่าการซื้อขายของในประเทศที่เป็นตลาดค้าปลีก 100 บาท จะมีการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซอย่างเช่นที่สหรัฐฯ ประมาณ 7 บาทกว่า ซึ่งเป็นตัวที่ใช้วัดได้ว่า อีคอมเมิร์ซประเทศนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย, CEO ตลาดดอทคอม เกริ่นนำ

 

ก่อนที่ ภาวุธ จะลงรายละเอียดว่า สิ่งที่ทำให้คนหันมาซื้อสินค้าบนอีคอมเมิร์ซ คือ (1) สะดวกสบาย (2) ต้องการที่จะเข้าไปอ่านรีวิวก่อน (3) ต้องการได้ราคาที่ดีที่สุด และ (4) มีปริมาณสินค้าให้เลือกมากมาย ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้อีคอมเมิร์ซโตได้เร็วมาก คือ เรื่อง Connectivity หรือการเชื่อมต่อ ซึ่งทุกวันนี้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว มีการทำคอนเวอร์เจนซ์ ราคาอินเทอร์เน็ตก็ถูกลงมาก เป็นตัวเร่งให้คนไทยหันมาใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นปัจจัยที่เร่งทำให้คนไทยหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น

Top 10 อีคอมเมิร์ซของโลกนี้ กระจุกอยู่แค่ จีน อเมริกา อินเดีย และญี่ปุ่น

ภาวุธ กล่าวว่า Top 10 อีคอมเมิร์ซของโลกนี้ กระจุกอยู่แค่ จีน อเมริกา อินเดีย และญี่ปุ่น สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะขนาดของตลาดที่ใหญ่มาก นอกจาก Amazon ที่เป็นยักษ์ใหญ่อยู่แล้ว  ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาที่มาแรงคือ Alibaba ซึ่งทำ B2B และ Taobao ซึ่งเป็น C2C

การที่ Alibaba เข้ามาในประเทศไทย โดยซื้อ Lazada ไป สิ่งหนึ่งที่ Alibaba มองเห็นคือช่องทางในการที่จะเข้าถึงทั้งอาเซียน เพราะ Lazada ทำระบบไว้หมดแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ สินค้าจากจีนจะทะลักเข้ามาในอาเซียน คนที่ทำธุรกิจที่เป็นตัวกลางนำสินค้าจากจีนเข้ามาอยู่ จึงต้องระวังในจุดนี้ ยกตัวอย่าง Amazon ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยการไล่ซื้อกิจการของหลาย ๆ แห่ง ทำให้ขยายตัวอย่างรวดเร็วครอบคลุมตลาดในสหรัฐฯ และเกิดขึ้นเช่นเดียวกันในฝั่งยุโรป ในตลาดญี่ปุ่นที่ Rakuten เป็นเบอร์หนึ่ง ก็เริ่มสั่นคลอนเพราะ Amazon เข้ามา ไม่เฉพาะส่งผลต่อผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซรายเดิม แต่ยังส่งผลต่อตลาดค้าปลีกด้วย

Key Success Factor ของ Amazon ที่เด่นชัดที่สุดคือ Amazon Prime ซึ่งเป็นบริการเหมาจ่ายรายปีหรือรายเดือน เพื่อรับสิทธิ์ส่งสินค้าฟรีภายใน 2 วัน ดูภาพยนตร์-ฟังเพลงได้ฟรี มี Cloud Storage ใช้ได้ไม่จำกัด เป็นการใช้บริการอเมซอนหมดทั้งระบบ ซึ่งการส่งฟรีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนอยากที่ซื้อสินค้าอีคอมเมิร์ซ หลายเว็บไซต์พอมีแคมเปญบอกว่าส่งฟรี ยอดขายก็โตขึ้นอย่างรวดเร็วเลย อีกกลยุทธ์ในยุค Big Data คือ Dynamic Pricing คือ การปรับเปลี่ยนราคาตามความต้องการของผู้ใช้ในแต่ละวันได้ ช่วงเวลานี้คนน้อยเอาราคาถูกไว้ ช่วงเวลานี้คนต้องการมากให้ราคากลับขึ้นมาได้ ซึ่งการซื้อสินค้าในอนาคต Dynamic Pricing จะมีผลมาก และสิ่งที่น่าสนใจของ Amazon ที่เกิดขึ้นช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ Amazon Dash เป็นปุ่มช่วยรับออเดอร์สินค้า ซึ่งเป็นของใช้ประจำวันที่ต้องซื้อบ่อย ๆ เช่น กาแฟ ผงซักฟอก กดปุ่มสั่งของก็มาส่งถึงบ้านเลย ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จาก Internet of Things ซึ่งโดยสรุปแล้ว Key Success Factor ที่แท้จริงของ Amazon ก็คือ Fulfilment เพราะ warehouse ของ Amazon มีความแข็งแกร่งมาก ทั้งเรื่องการขนส่ง การเก็บของ การจัดการสินค้าทั้งหมด 

 

อนาคตอีคอมเมิร์ซของไทยจะเป็นอย่างไร ถ้ายักษ์ใหญ่เข้ามา

“เมื่อเปรียบเทียบอีคอมเมิร์ซกับอุตสาหกรรมอื่น ในกรณีการมาของยักษ์ใหญ่ในตลาด เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตอนนี้คือทุกคนจองผ่านระบบออนไลน์หมด และจองโรงแรมส่วนใหญ่กับ ADC เท่านั้นคือ Agoda, booking.com และ Ctrip เพราะฉะนั้นเมื่อราคาถูกลงมาก ๆ ทำให้ตอนนี้หลายโรงแรมกำลังอยู่ภายใต้ของกฎของ 3 เจ้านี้ อนาคตอีคอมเมิร์ซของไทยจะเป็นอย่างไร ถ้ายักษ์ใหญ่เข้ามา ก็จะถูกยักษ์ใหญ่ควบคุมทุกอย่างเช่นกันภาวุธ ทำนายอนาคต ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยเทรนด์อีคอมเมิร์ซที่กำลังรุ่ง อย่าง Chat Commerce, Omni Channel และ Niche Market

Chat Commerce มาแรง Omni Channel น่าสนใจ

“สำหรับแนวโน้มอีคอมเมิร์ซที่กำลังรุ่ง นอกจาก Mobile Commerce คือ Social Commerce และที่จะมาแน่ ๆ คือ Chat Commerce ซึ่งแพล็ตฟอร์มอย่าง Facebook Messenger และ Line เปิดให้เข้าไปใช้แล้ว โดยสามารถเข้าไปเขียน เข้าไปเชื่อมต่อ เข้าไปพัฒนา สามารถโต้ตอบกับลูกค้า และดึงสินค้าเข้าไปทำให้เกิดการซื้อการขายเกิดขึ้นผ่านการพูดคุยได้เลย และที่น่าสนใจอีกกลยุทธ์หนึ่งคือ Omni Channel เพราะพฤติกรรมการซื้อขายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนออนไลน์ ลูกค้าอาจจะโทร.หา คอลเซ็นเตอร์ สุดท้ายอาจจะไปรับของที่หน้า ซึ่ง Omni Channel จะเชื่อมโยงทุก ๆ ช่องทางเข้าด้วยกัน ทำให้ประสบการณ์ลูกค้าเกิดความต่อเนื่องมากที่สุด” ก่อนจะเสริมว่า “ตอนนี้ออนไลน์กับออฟไลน์เป็น Omni Channel ที่มีการประสานเข้าด้วยกันแล้ว ผู้ค้าตัวกลางที่ซื้อมาขายไป เอาของชาวบ้านมาขายโดยเฉพาะของจีน ก็ต้องปรับตัว และเช่นเดียวกันกับผู้ผลิตที่อยู่ในไทยก็ยังไม่พอ ก็ต้องออกนอกประเทศผ่านออนไลน์

Social Commerce ขายได้แค่ในไทย หากคิดจะโตต้องมุ่ง Niche Market ขายทั่วโลก

ท่ามกลางธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีการแข่งขันกันสูง Social Commerce ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถขายไปต่างประเทศได้ ฉะนั้นหากจะขายของไปต่างประเทศ ก็ต้องกลับไปใช้เว็บไซต์อยู่เหมือนเดิม จุดหนึ่งที่ผู้ผลิตสามารถไปได้คือต้องเป็น Niche หรือต้องเป็นเฉพาะจากทั้งโลก เช่น สินค้าคนอ้วน แต่ขายคนอ้วนทั้งโลกเลย

“เพราะ Niche Market ยังเป็นตลาดหนึ่งที่อีคอมเมิร์ซยังไปได้อีกมาก และเป็นจุดหนึ่งที่คู่แข่งยังไม่ค่อยกระโดดลงมาเท่าไร” ภาวุธ ทิ้งท้าย

ชมย้อนหลังทุกเวทีในงาน Thailand e-Commerce Week 2016 โดย ETDA และพันธมิตร ได้ที่ 

https://www.youtube.com/playlist?list=PLPT2kqbuSi0qbpOePPGImokX2V2BMWMOd