email Webmasster contact's email   phone to ETDA  0-2123-1234
TH | EN


เผยแพร่ 24.06.2020 (2 เดือนที่ผ่านมา) | แก้ไขล่าสุด 09.08.2020 | อ่าน 1424

Work From Home ภาครัฐ พร้อมไหม กับ New Normal


ETDA เผยผลสำรวจบุคลากรภาครัฐ 20 กระทรวง ช่วง COVID-19 ในภาวะล็อกดาวน์ที่ผ่านมา พร้อมทำงานจากบ้านในระดับปานกลาง

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดสำรวจทางออนไลน์ในหัวข้อ ความพร้อมของภาครัฐในการทำงานในช่วงวิกฤติ COVID-19 เพื่อเตรียมพร้อมสู่ New Normal ในระหว่าง 8-12 มิถุนายน 2563 กับบุคคลากรภาครัฐ ทั้ง 20 กระทรวง จำนวน 463 ราย ว่าช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 หรือช่วงที่มีมาตราการล็อกดาวน์ (Lockdown) ทำงานเฉลี่ยกี่วันต่อสัปดาห์ พึงพอใจที่ได้ทำงานจากบ้านในระดับใด จำแนกตามประเภท/ระดับตำแหน่ง/ลักษณะงานและสายงาน และเพราะอะไร ตลอดจนบางกลุ่มไม่ได้ทำงานเพราะอะไร 

ความพร้อมทำงานจากที่บ้าน

 

76.24% ของเจ้าหน้าที่รัฐ ตอบว่าทำงานจากบ้าน และส่วนใหญ่ตอบว่ามีความพร้อมในการทำงานจากที่บ้าน  ในระดับปานกลาง (46.9%) รองลงมาคือ มาก (34.1%), น้อย (11.9%) และไม่สะดวกเลย (7.1%)

ประเภท /ระดับตำแหน่ง /ลักษณะงาน ที่ส่วนใหญ่ตอบว่า พร้อม ทำงานจากบ้าน มาก ได้แก่

  • ข้าราชการ ประเภทบริหาร/อำนวยการ (ลักษณะงานไม่ได้เป็นเชิงเทคนิค)
  • ข้าราชการ ประเภทวิชาการ/ทั่วไป (ลักษณะงานเชิงเทคนิค)
  • พนักงานราชการ/ลูกจ้างประจำ/ลูกจ้างชั่วคราว (ลักษณะงานเชิงเทคนิค)

พร้อม ทำงานจากบ้าน ปานกลาง ได้แก่

  • ข้าราชการ ประเภทบริหาร/อำนวยการ (ลักษณะงานเชิงเทคนิค)
  • ข้าราชการ ประเภทวิชาการ/ทั่วไป (ล้กษณะงานไม่ได้เป็นเชิงเทคนิค)
  • พนักงานราชการ/ลูกจ้างประจำ/ลูกจ้างชั่วคราว (ลักษณะงานไม่ได้เป็นเชิงเทคนิค)

สังเกตได้ว่ากลุ่มที่ทำงานข้าราชการ ประเภทวิชาการ/ทั่วไป และพนักงานราชการ/ลูกจ้างประจำ/ลูกจ้างชั่วคราว ที่มีลักษณะงานเชิงเทคนิค มีความพร้อมในการทำงานมากกว่า กลุ่มที่ลักษณะงานไม่ได้เป็นเชิงเทคนิค

สายงานพร้อมทำงานจากที่บ้าน

สายงานที่ส่วนใหญ่ตอบว่า พร้อมทำงาน จากบ้าน มาก ได้แก่

  • สายงานเทคนิค/เทคโนโลยี
  • สายงานพัฒนาธุรกิจ นวัตกรรม
  • สายงานวิจัย/วิเคราะห์/ประมวลสถิติ

ในขณะที่ สายงานที่ พร้อมทำงาน จากบ้าน ปานกลาง ได้แก่

  • สายการสอน/การศึกษา
  • สายงานกฎหมาย
  • สายงานนโยบาย/กลยุทธ์/งบประมาณ/บริหารโครงการ
  • สายงานบริหาร
  • สายงานบริหารทรัพยากรบุคคล
  • สายงานบัญชี/การเงิน
  • สายงานพัสดุ/จัดซื้อจัดจ้าง
  • สายงานวิชาการ
  • สายงานสนับสนุน เช่น ผู้ประสานงาน ,เลขานุการ
  • สายงานสื่อสารองค์กร/ลูกค้าสัมพันธ์

สังเกตเห็นว่า สายงานที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอยู่แล้วจะมีความพร้อมในการทำงานจากบ้านมากกว่าสายงานอื่น อาจเป็นเพราะมีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีในการทำงานออนไลน์ทำให้การทำงานสามารถยืดหยุ่นในเรื่องของสถานที่ทำงานได้

ความถี่เฉลี่ยและความพอใจทำงานจากที่บ้าน

ส่วนใหญ่ตอบว่า ทำงานจากบ้าน 3 วันต่อสัปดาห์ (22.3%) รองลงมาคือ 2 วันต่อสัปดาห์ (22.0%) 5 วันต่อสัปดาห์ (11.0%) 1 วันต่อสัปดาห์ (10.8%) 4 วันต่อสัปดาห์ (6.7%) 7 วันต่อสัปดาห์ (2.4%) และ 6 วันต่อสัปดาห์ (1.1%) ทำให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่มีความพร้อมในการทำงานจากบ้านในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถทำงานจากบ้านได้ทุกวัน

ขณะที่ 52.4% ที่ระบุว่า พึงพอใจ กับการทำงานจากบ้าน มาก ให้เหตุผลว่าพึงพอใจเพราะ 

  • ประหยัดรายจ่าย เช่น ค่าเดินทาง, ค่าอาหาร, ค่าชอปปิง 16.75%
  • ได้มีโอกาสทดลองใช้เทคโนโลยีที่ใช้ทำงานออนไลน์ เช่น ประชุมออนไลน์จัดเก็บข้อมูลออนไลน์, แก้ไขเอกสารร่วมกันผ่านระบบออนไลน์ 15.79%
  • มีเวลาให้กับตัวเอง และครอบครัวเพิ่มมากขึ้น 15.26%
  • มีงานแทรก (Adh๐c) น้อยลง เช่น การประชุม หารือโดยไม่ได้นัดหมาย หรือไม่เป็นทางการ 11.62%
  • มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น 11.17%

ประเภท /ระดับ /ลักษณะงาน แบบไหน พอใจทำงานจากที่บ้าน

เมื่อจำแนกตามประเภท /ระดับตำแหน่ง/ลักษณะงาน กับความพึงพอใจในการทำงานจากที่บ้าน กลุ่มที่ พอใจ ทำงานจากบ้าน มาก ได้แก่

  • ข้าราชการ ประเภทวิชาการ/ทั่วไป (ลักษณะงานเชิงเทคนิค)
  • ข้าราชการ ประเภทวิชาการ/ทั่วไป (ลักษณะงานไม่ได้เป็นเชิงเทคนิค)
  • พนักงานราชการ/ลูกจ้างประจำ/ลูกจ้างชั่วคราว (ลักษณะงานไม่ได้เป็นเชิงเทคนิค)

กลุ่มที่ พอใจ ทำงานจากบ้าน ปานกลาง ได้แก่

  • ข้าราชการ ประเภทบริหาร/อำนวยการ (ลักษณะงานเชิงเทคนิค)
  • ข้าราชการ ประเภทบริหาร/อำนวยการ (ลักษณะงานไม่ได้เป็นเชิงเทคนิค)
  • พนักงานราชการ/ลูกจ้างประจำ/ลูกจ้างชั่วคราว (ลักษณะงานเชิงเทคนิค)

​สังเกตได้ว่า กลุ่มที่ทำงาน ประเภทวิชาการ/ทั่วไป มี ความพอใจที่ทำงานจากบ้านมากกว่า ประเภทบริหาร/อำนวยการ

สายงานไหน พอใจทำงานจากที่บ้าน

สายงาน ที่ส่วนใหญ่ตอบว่า พอใจ ที่ทำงานจากบ้าน มาก ได้แก่

  • สายงานเทคนิค/เทคโนโลยี
  • สายงานพัฒนาธุรกิจ นวัตกรรม
  • สายงานวิจัย/วิเคราะห์/ประมวลสถิติ
  • สายงานกฎหมาย
  • สายงานนโยบาย/กลยุทธ์/งบประมาณ/บริหารโครงการ
  • สายงานบริหาร
  • สายงานบริหารทรัพยากรบุคคล

จะเห็นได้ว่า สายงานเทคนิค/เทคโนโลยี สายงานพัฒนาธุรกิจ นวัตกรรม สายงานวิจัย/วิเคราะห์/ประมวลสถิติ เป็นกลุ่มที่ตอบว่ามีความพร้อมในการทำงานจากบ้านมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าสายงานดังกล่าว มีทั้งความพร้อมและความพึงพอใจในการทำงานจากบ้าน จึงเป็นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นทั้งในเรื่องเวลา และสถานที่ทำงาน หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องทำงานจากบ้าน จะเป็นกลุ่มที่กระทบน้อยที่สุด

ใครไม่พร้อมทำงานจากที่บ้าน

อย่างไรก็ตาม ยังมี 23.8% ที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า ไม่ได้ทำงานจากบ้านเลยในช่วงล็อกดาวน์ โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า

  • ลักษณะงาน/ตำแหน่งงานที่รับผิดชอบจำเป็นต้องมาทำงานที่ทำงานมากกว่า 33.0%
  • ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้เข้ามาทำงานทุกวัน 17.3%
  • ที่ทำงานไม่มีนโยบายให้ทำงานจากที่บ้าน 12.3%
  • ข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานไม่พร้อม เช่น ไม่มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไม่มี Fax ฯลฯ 10.1%
  • ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ช้า หรือไม่เสถียร 7.8%

​กว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มที่ทำงานบริหาร/อำนวยการ ตอบว่า ไม่ได้ทำงานจากบ้านเลย โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า

  • ลักษณะงาน/ตำแหน่งงานที่รับผิดชอบ จำเป็นต้องมาทำงานที่ทำงานมากกว่า 47.2%
  • มีนโยบายมอบหมายให้เข้ามาทำงาน (เพราะจำเป็น) 19.4%
  • มีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานไม่พร้อม เช่น ไม่มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไม่มี Fax เป็นต้น 8.3%

ดังนั้น กลุ่มที่ทำงานประเภทบริหาร/อำนวยการ อาจจะต้องมีการปรับวิธีการทำงานให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพราะหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือมีความจำเป็นต้องทำงานจากบ้าน จะได้ไม่รับผลกระทบมาก

ความท้าทายในการ​ทำงานจากที่บ้าน

ความท้าทายในการทำงานจากที่บ้าน ได้แบบออกเป็น 4 ด้าน คือ

1) ด้านเทคโนโลยี (อินเทอร์เน็ต/อุปกรณ์/ระบบการทำงาน)

เจ้าหน้าที่รัฐที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า

  • ไม่มีเครื่องมือสำหรับการทำงานทางออนไลน์ เช่น การทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) 23.0%
  • มีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อช้า/ไม่เสถียร 22.5%
  • มีคอมพิวเตอร์เป็นรุ่นเก่า/ประมวลผลช้า/พังบ่อย 16.5%

2) ด้านกฎหมาย/ระเบียบ/แนวปฏิบัติ

เจ้าหน้าที่รัฐที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า

  • ทราบว่ามีกฎหมาย แต่ไม่แน่ใจว่าจะปฏิบัติตามอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น กระบวนการทำงาน การทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ 36.3%
  • ไม่แน่ใจว่ามีกฎหมายที่รองรับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Meeting) ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) 34.8%
  • ไม่มีกฎหมาย/ระเบียบที่รองรับในบางกิจกรรมที่ต้องทำงานจากบ้าน 23.7%

3) ด้านระบบการทำงาน/กระบวนการ

ความท้าทายของเจ้าหน้าที่รัฐในการทำงานจากบ้าน ด้านระบบการทำงาน/กระบวนการ (อินเทอร์เน็ต/อุปกรณ์/ระบบการทำงาน) เจ้าหน้าที่รัฐที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า

  • การรับบริการบางเรื่องภายในองค์กร ยังไม่สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ยังมีความจำเป็นต้องมาที่ทำงาน เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การลงนามในสัญญา ฯลฯ 22.4%
  • มีปัญหาในการติดต่อ ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน 14.1%
  • ไม่มีกฎระเบียบรองรับการทำงานจากที่บ้านที่ชัดเจนขององค์กร 13.0%

4) ด้านบุคคลากร/สภาพแวดล้อมการทำงาน

เจ้าหน้าที่รัฐที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า

  • วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่สอดคล้องกับการทำงานจากที่บ้าน เช่น ไม่ได้สนับสนุนให้ทำงานผ่านทางออนไลน์ ไม่สะดวกในการออกหน้ากล้องเวลาประชุมออนไลน์ทำให้สื่อสารลำบาก 22.7%
  • ลักษณะงานที่รับผิดชอบไม่เหมาะกับการทำงานที่ทำงาน 22.2%
  • สถานที่ สภาพแวดล้อมในการทำงานที่บ้าน ไม่ค่อยเอื้อต่อการทำงาน เช่น พื้นที่/โต๊ะทำงาน เสียงดัง ไม่มีแอร์  19.3%

e-Meeting Platform กับเจ้าหน้าที่รัฐ 

ช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ คือ 46% ใช้แพลตฟอร์มระบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Meeting Platform) ในการประชุม/อบรม/สัมมนาออนไลน์ เพียง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ (46.0%)

ขณะที่ใช้ e-Meeting Platform ของต่างประเทศถึง 96.9%

e-Meeting Platform ที่เจ้าหน้าที่รัฐนิยมใช้ 5 อันดับแรกได้แก่

  1. Zoom 31.4%
  2. Line 26.6%
  3. Microsoft Team 15.1%
  4. Cisco Webex 10.5%
  5. Google Meet 8.5%

เหตุผลในการเลือกใช้ e-Meeting Platform

  • ที่ทำงานมีนโยบายเลือกใช้แพลตฟอร์มนั้นเป็นหลัก 19.2%
  • ใช้งานง่าย 16.8%
  • หน่วยงานที่ติดต่อด้วยกำหนดให้ใช้แพลตฟอร์มนั้น 13.4%
  • สามารถเข้าประชุมได้พร้อมกันจำนวนมาก 13.1%
  • ไม่เสียค่าใช้จ่าย 12.6%

ตัวเลขข้างต้น เหตุผลอันดับต้น ๆ ของการใช้ e-Meeting Platform คือ ที่ทำงานให้ใช้ แต่ถ้าเป็นเหตุผลส่วนตัว คือ การใช้งานที่ง่าย (User-Friendly) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนตัดสินใจเลือกใช้แพลตฟอร์มดังกล่าว

ความต้องการให้มี e-Meeting Platform ของภาครัฐ  

จากการสำรวจพบว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ 62.2% ต้องการให้มี e-Meeting Platform ของภาครัฐ โดยให้เหตุผลว่า

  • เป็นแพลตฟอร์มกลางที่ทำให้การติดต่อระหว่างหน่วยงานภาครัฐสะดวกขึ้น 24.3%
  • เพื่อพัฒนาให้การทำงานภาครัฐมีความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาและสถานที่ทำงานมากขึ้น 21.8%
  • มั่นใจในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล 18.9%
  • มีแพลตฟอร์มกลางที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันในการจัดประชุม/อบรม/สัมมนา 18.3%
  • ประหยัดงบประมาณของภาครัฐ 16.5%

​อ่านต่อ "e-Meeting กับข้อกำหนดที่กฎหมายรองรับ เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่อง"